Aileen Novel - อ่านนิยายออนไลน์ฟรี รวมนิยายแปลและนิยายไทย
  • หน้าหลัก
  • นิยายทั้งหมด
  • Contact
ค้นหานิยาย
Sign in Sign up
  • หน้าหลัก
  • นิยายทั้งหมด
  • Contact
Sign in Sign up

ผมนี่แหละศิลปินพาร์ตไทม์ - ตอนที่ 439-2 โอรสสวรรค์เรียกหาก็ไม่ขึ้นเรือ! (2)

  1. Home
  2. ผมนี่แหละศิลปินพาร์ตไทม์
  3. ตอนที่ 439-2 โอรสสวรรค์เรียกหาก็ไม่ขึ้นเรือ! (2)
Prev
Novel Info

ไม่เห็นนิยายอัปเดตใช่ไหม?
>>จิ้มที่นี่ได้เลย<<

ตอนที่ 439-2 โอรสสวรรค์เรียกหาก็ไม่ขึ้นเรือ! (2)

‘อ๋อขึ้นมาทันที!’

‘คำพูดเดียวปลุกคนจากความฝัน!’

‘เช็ด!’

‘โดนท่านมหาเศรษฐีโชว์เหนือใส่อีกแล้ว!’

‘ถ้าก่อนหน้านี้แค่สงสัยว่าท่านมหาเศรษฐีซ่อนคมไว้ ตอนนี้ฉันเชื่อสนิทใจเลยว่าเจ้านี่มันจงใจซ่อนคมชัดๆ!’

‘ไม่หรอก เขาโชว์เหนือแบบเนียนๆ ต่างหาก!’

‘การโชว์เหนือของเขามันเรียกว่า โจทย์ง่ายเกินไปฉันไม่อยากตอบ!’

‘เพราะงั้นโจทย์ข้อไหนที่ซั่งจื้อหรงกับซ่งซิ่งเหลียงตอบได้ เขาจะไม่ชิงตอบเลยสักข้อ!’

‘จะลงมือก็ต่อเมื่อสองคนนี้ตอบไม่ได้แล้วเท่านั้น มิน่าล่ะแฟนคลับฉินโจวถึงเรียกเขาว่า หลินโชว์เหนือ!’

ระลอกนี้คือการ ‘อ๋อ’ อย่างแท้จริง

ซ่งซิ่งเหลียงกับซั่งจื้อหรงยอมรับอย่างหมดใจ พวกเขาประสานมือคารวะหลินจือไป๋ “ดูท่าเกมทายปริศนาเมื่อกี้ พี่หลินคงจงใจปล่อยให้พวกเราสองคนได้โชว์เด่นสินะครับ”

“เปล่าสักหน่อยๆ”

หลินจือไป๋ยิ้มพลางโบกมือ ทั้งสองคนก็ยิ้มตาม จากนั้นก็ทำตามสัญญา ให้เจ้าหน้าที่เอาเหล้าออกมาแล้วดื่มรวดเดียวสามจอก แน่นอนว่าเจียงโส่วรั่งก็ดื่มเหล้าสามจอกอย่างซื่อตรงเช่นกัน

“ผมก็ขอสามจอกด้วยครับ”

หลินจือไป๋รู้สึกว่าตัวเองไม่ควรจะแยกตัวออกจากกลุ่มมากเกินไป สามทหารเสือดื่มกันหมดแล้ว ในฐานะผู้ร่วมทาง หากเขาไม่แตะต้องเลยดูจะไม่ค่อยเหมาะสมนัก

“เหล้าของฉีโจวคุณอาจจะไม่ชินนะ”

เจียงโส่วรั่งพยายามเตือนให้เขาดื่มน้อยหน่อย แต่หลินจือไป๋โบกมือปฏิเสธแล้วดื่มรวดเดียวสามจอกพลางทำเสียงจิ๊จ๊ะในลำคอ

จะอธิบายยังไงดีล่ะ? รสชาติประมาณเหล้านอกที่ดื่มในร้านคาราโอเกะของโลกก่อน รสสัมผัสจืดมาก ไม่ซ่าเท่าเบียร์ด้วยซ้ำ ยิ่งไม่ต้องเอาไปเทียบกับเหล้าขาวเลย

“เจ้านี่มันมีฤทธิ์ตามหลังมานะครับ”

เจียงโส่วรั่งยิ้มให้ “แต่พวกเราชาวฉีโจวชินกับเหล้าแบบนี้แล้ว กลับกันถ้าไปดื่มเหล้าขาวที่นิยมในฉินโจวพวกเราจะรับไม่ค่อยไหว”

เป็นอันว่า

ทั้งสี่คนพูดคุยแลกเปลี่ยนความต่างของวัฒนธรรมการดื่มเหล้าพลางเดินขึ้นเรือไป

ทว่าในวินาทีที่ก้าวขึ้นเรือ ตัวเรือก็โคลงไปมาจากการรับน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นกะทันหัน จู่ๆ หลินจือไป๋ก็รู้สึกมึนหัวขึ้นมา

ฉันก็ไม่ได้เป็นคนเมาเรือนี่นา

หลินจือไป๋นั่งลงด้วยความสงสัย

เขาชักจะเชื่อแล้วว่าฤทธิ์ของเหล้าสามจอกเมื่อกี้เริ่มทำงานแล้ว

เจียงโส่วรั่งไม่ได้หลอกเขา เจ้านี่มันมีฤทธิ์ตามหลังจริงๆ ไม่เหมือนเหล้าขาวที่จิบแรกก็เตือนคุณแล้วว่าอย่าดื่มรวดเดียว

“พี่หลินรู้ไหมว่านี่คือทะเลสาบอะไร?”

“เห็นว่าชื่อทะเลสาบตงถิงใช่ไหมครับ?”

“ถูกต้องครับ เพราะศาลาตงถิงตั้งอยู่ฝั่งตรงข้ามนั่นเอง”

เจียงโส่วรั่งเป็นคนที่พูดมากที่สุดในกลุ่มสามทหารเสืออย่างเห็นได้ชัด แต่เพราะการโต้ตอบทายปริศนาเมื่อกี้ ท่าทางของซ่งซิ่งเหลียงและซั่งจื้อหรงที่มีต่อหลินจือไป๋ก็เริ่มเป็นกันเองมากขึ้น

ซ่งซิ่งเหลียงกล่าว

“ผมได้ยินมาว่าพี่หลินเชี่ยวชาญด้านบทกวีและกลอนคู่ที่สุด วันนี้ถึงได้รู้ว่าแม้แต่ปริศนาอักษรพี่หลินก็ยังทายได้เก่งขนาดนี้!”

“มันก็แค่เกมเล่นคำเท่านั้นเองครับ”

หลินจือไป๋ยิ้ม “อีกอย่าง ปริศนาอักษรบางอย่างที่เรียกกัน จริงๆ มันก็แค่คำถามเชาว์เท่านั้นแหละครับ มันพิสูจน์อะไรไม่ได้หรอก”

วงการวรรณกรรมชอบประชันกันที่บทกวีและบทความ

การทายปริศนาอักษรมักจัดอยู่ในประเภทกิจกรรมสันทนาการ

เมื่อเทียบกันแล้ว ต่อให้เป็นการต่อกลอนคู่ หากคิดกลอนคู่ที่ยอดเยี่ยมออกมาได้ ยังพอจะได้ชื่อว่าเป็น ‘กลอนคู่อมตะ’ พิสูจน์ได้ว่ามีความสามารถทางวรรณกรรมไม่ธรรมดา แต่ในประวัติศาสตร์จะมีใครบ้างที่ชื่อเสียงเลื่องลือเป็นอมตะเพราะทายปริศนาอักษรเก่ง?

“ก็จริงครับ”

ซั่งจื้อหรงเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “การทายปริศนาอักษรเป็นเพียงเกมเล่นคำ ส่วนตัวผมชอบบทกวีที่สุด”

“ผมรักกลอนที่สุดครับ”

ซ่งซิ่งเหลียงพูดขึ้น “บท ‘โฉ่วหนูเอ๋อร์’ ที่พี่หลินแต่งในไลฟ์เมื่อไม่นานมานี้ ผมเลื่อมใสมากครับ วันนี้สิ่งที่ผมคาดหวังที่สุด คือการได้ฟังผลงานใหม่ของพี่หลินครับ”

“วันนี้ต้องทำตัวเงียบๆ ครับ”

หลินจือไป๋ยิ้มแล้วกล่าว “รับปากกับผู้ชมไว้แล้ว”

‘ถุย!’

‘ใครไปรับปากกับนายตอนไหน?’

‘ขอร้องล่ะ โชว์เหนือหน่อยเถอะ!’

‘ฉันยังชอบท่าทางยโสโอหังของคุณมากกว่านะ!’

‘กลับมาเป็นคนเดิมเถอะนะ’

‘ที่คุณทายปริศนาเมื่อกี้เขาไม่ได้เรียกว่าทำตัวเงียบๆ เขาเรียกว่าแกล้งโง่!’

‘ทำตัวเงียบๆ ยังขนาดนี้ ถ้าโชว์เหนือขึ้นมาวันนี้ไม่ถล่มงานกวีเละเทะไปเลยเหรอ?’

“พรืด!”

เจียงโส่วรั่งไม่รู้ว่าหยิบมือถือเข้าห้องไลฟ์ของหลินจือไป๋ตั้งแต่เมื่อไหร่ พอเห็นคอมเมนต์เขาก็หลุดขำออกมา

“พี่หลิน แฟนคลับของคุณบอกให้คุณโชว์เหนือหน่อยน่ะ”

“ตอนนี้ผมมึนๆ น่ะ คุณคุยกับพวกเขาไปก่อนแล้วกัน”

หลินจือไป๋มึนหัวจริงๆ เรือลำน้อยโคลงไปมาดูมีสุนทรียภาพก็จริง แต่ตอนนี้เขาเริ่มจะเมาเหล้าแล้ว

“งั้นคุณพักผ่อนก่อน”

เจียงโส่วรั่งเป็นคนขี้เล่น ถึงกับนั่งคุยกับผู้ชมในไลฟ์จริงๆ สักพักก็ถูกคอมเมนต์ยุยงให้ไปหลอกล่อซั่งจื้อหรงให้แต่งกวีสักบท

ซั่งจื้อหรงก็เป็นคนขี้เล่นเหมือนกัน

เขาพ่นบทกวีมั่วซั่วออกมาว่า “สามทหารเสือวรรณกรรมฉีโจว มิสู้กวีของพี่หลิน มิคาดเหล้าท้อสามจอก กลับสั่งสอนไป๋ตี้ให้รู้รสชาติคน”

‘ฮ่าๆๆๆๆ!’

‘เหล้าท้อสามจอกสั่งสอนไป๋ตี้นี่ใช้ได้เลย!’

‘สามทหารเสือนี่ตลกดีนะ’

‘สู้ฝีมือวรรณกรรมไม่ได้ ก็มาสู้กันที่เรื่องคอแข็งสินะ?’

‘ไม่นึกเลยว่าจุดอ่อนของท่านมหาเศรษฐีจะเป็นเรื่องคอแข็ง!’

‘แขกรับเชิญเยือนเขาลี่ซานเห็นหรือยัง ท่านมหาเศรษฐีก็มีจุดอ่อนเหมือนกันนะ!’

หลินจือไป๋ในตอนนี้แม้จะมึนหัวเพราะฤทธิ์เหล้า แต่ก็ยังไม่ถึงขั้นภาพตัด แน่นอนว่าเขาได้ยินกวีตลกๆ ที่ซั่งจื้อหรงใช้แซวเขา เขาพูดด้วยใบหน้าแดงระเรื่อว่า “กวีห่วยแตกอะไรเนี่ย”

“งั้นคุณก็จัดมาสักบทสิ”

เจียงโส่วรั่งยิ้มพลางยุยงหลินจือไป๋

หลินจือไป๋พ่นเสียงแบบคนเมาออกมาว่า “ไป๋ตี้ดื่มเหล้าหนึ่งถังรังสรรค์กวีร้อยบท หลับใหลในร้านเหล้าเมืองฉางอัน โอรสสวรรค์เรียกหาก็ไม่ขึ้นเรือ ประกาศตัวข้าคือเซียนแห่งสุรา…”

หืม?

เจียงโส่วรั่งหัวเราะก๊าก “แต่งกวีได้ร้อยบทผมเชื่อนะ แต่ดื่มเหล้าหนึ่งถังนี่พอเถอะ อีกอย่างที่นี่คือเมืองเซินไม่ใช่ฉางอัน ส่วนเซียนสุราอะไรนั่น พี่หลินหลอกคนอื่นได้นะ แต่เราอย่าหลอกตัวเองเลย…”

พอขำเสร็จ

เจียงโส่วรั่ง ซั่งจื้อหรง และซ่งซิ่งเหลียงทั้งสามคนก็ยื่นหน้าเข้าไปใกล้กล้อง พลางพูดด้วยน้ำเสียงทึ่งจัด

“เช็ด กวีบทนี้แม่งโคตรโหด!”

“เขียนได้โหดขนาดนี้ได้ยังไงวะ!”

“ว้าว นี่เหรอปราชญ์อันดับหนึ่งแห่งฉินโจว!”

กวีสั้นๆ ไม่กี่ประโยคของหลินจือไป๋สร้างความสั่นสะเทือนให้สามทหารเสือไม่น้อย!

มูลค่าของกวีบทนี้ไม่ใช่สิ่งที่ปริศนาอักษรจะเทียบได้ มันแฝงไปด้วยจิตวิญญาณของปัญญาชน และที่ยิ่งไปกว่านั้นคือความโอหังอันน่าเกรงขาม!

‘ฮ่าๆๆๆๆ!’

‘เป็นการยอมรับที่สั้นและได้ใจความที่สุด!’

‘นี่คือการชื่นชมที่เรียบง่ายและธรรมดาที่สุดของสามทหารเสือวรรณกรรมฉีโจวที่มีต่อท่านมหาเศรษฐี!’

‘สามพี่น้องนี่ตลกชะมัด พวกนายก็เป็นยอดกวีเหมือนกันนะ ทำไมพ่นแต่คำว่า เช็ด โหดจัง ออกมาล่ะเนี่ย?’

‘ก็กวีบทนี้มันเท่จริงๆ นี่นา!’

‘ถึงพวกเราจะรู้ดีว่าท่านมหาเศรษฐีขี้โม้ล้วนๆ’

‘ถ้าคนปกติร่ายบทนี้ ชาวเน็ตจะบอกว่า นายดื่มเหล้าหนึ่งถังฉันเชื่อ แต่แต่งกวีร้อยบทน่ะพอเหอะ’

‘แต่ท่านมหาเศรษฐีร่ายบทนี้ ชาวเน็ตบอกว่า นายแต่งกวีร้อยบทไม่ยากหรอก แต่เรื่องดื่มเหล้าน่ะอย่ามาขี้โม้เลย’

‘แค่สามจอกนายก็แทบจะล้มพับแล้ว!’

หลินจือไป๋คงนึกไม่ถึงว่ากวีบทเดียวของเขาจะสร้างผลลัพธ์ได้ขนาดนี้

จริงๆ แล้วท่อนที่เขาร่ายออกมา คือบทที่ตู้ฝูพรรณนาถึงหลี่ไป๋ หรือจะบอกว่าเหล่าตู้เป็นคนอวยเหล่าหลี่นั่นเอง

แต่หลินจือไป๋หน้าด้านพอที่จะเอามาใช้กับตัวเอง ส่วนมันจะตรงกับความเป็นจริงหรือไม่นั้นไม่สำคัญ กวีมันต้องมีความเกินจริงบ้างจะเป็นอะไรไป?

อีกอย่าง ใครๆ ก็รู้

กวีบทนี้เป็นการเขียนแบบอุปมาอุปไมยที่สวยงาม โดยเฉพาะสองประโยคท้าย ‘โอรสสวรรค์เรียกหาก็ไม่ขึ้นเรือ ประกาศตัวข้าคือเซียนแห่งสุรา’

ยุคสมัยนี้จะมีโอรสสวรรค์ที่ไหนล่ะ?

ทว่าอารมณ์ของสองประโยคนี้ ผู้ชมในห้องไลฟ์กลับเข้าถึงได้อย่างถ่องแท้

หรือจะบอกว่า กลิ่นอายความโชว์เหนือจางๆ ในกวีบทนี้ ทุกคนต่างสัมผัสได้ ไม่ถึงกับมีพวกช่างขัดมาพูดว่ามันไม่ตรงกับความเป็นจริงหรอก

“ผมเหมือนได้ยินใครชมว่าผมหล่ออยู่ข้างหลังนะ”

ในขณะที่ทั้งสามคนกำลังทึ่งอยู่ หลินจือไป๋ก็ชะโงกหน้าเข้ามาอย่างกะทันหัน

“คุณพักผ่อนเถอะ…”

เจียงโส่วรั่งยิ้ม “กวีเมื่อกี้เก่งจริงๆ ครับ พวกเรายอมรับอย่างหมดใจ”

ซั่งจื้อหรงบ่นอุบอิบ “จริงๆ มันก็ไม่ได้ดีไปกว่ากวีของฉันเท่าไหร่หรอกมั้ง พี่หลินน่ะอวยตัวเอง ส่วนฉันพูดความจริง”

“งั้นมาแข่งกันอีกรอบ”

เจียงโส่วรั่งเหลือบมองคอมเมนต์ เห็นมีข้อความหนึ่งบอกว่า ‘รีบหลอกล่อให้ท่านมหาเศรษฐีแต่งกวีอีกหลายๆ บทหน่อย’ เขาก็รีบกลอกตาไปมาทันที

“แข่งก็แข่งสิ”

ซั่งจื้อหรงย่อมรู้ดีว่าตอนนี้เขาเป็นเพียงตัวประกอบ แต่ก็ไม่เป็นไร ถึงเขาจะมีความสามารถด้านกวีไม่เลว แต่การแพ้ให้หลินจือไป๋มันเป็นเรื่องปกติเกินไป

สู้ไปเป็นฉากหลังในกวีของหลินจือไป๋ดีกว่า!

อย่าคิดว่าการเป็นฉากหลังแบบนี้ ใครอยากเป็นก็เป็นได้นะ

การได้เจอช่วงเวลาที่หลินจือไป๋แต่งกวีบทใหม่ แล้วผลงานใหม่นั้นยังมีความเกี่ยวพันกับตัวเองอยู่บ้าง โอกาสแบบนี้หาได้ยากยิ่ง!

อย่างเช่นบทเมื่อกี้ไง

ต่อไปถ้ามีคนพูดถึงขึ้นมา ทุกคนก็จะนึกถึงสาเหตุที่หลินจือไป๋แต่งกวีบทนั้น ว่าเป็นเพราะถูกสามทหารเสือแห่งฉีโจวแซวนั่นเอง

นี่ไม่เท่ากับสามทหารเสือแห่งฉีโจวได้อานิสงส์จากกระแสความดังทางอ้อมหรอกเหรอ?

ที่จริงแล้วถ้าจะพูดถึงคนที่เนียนที่สุด ก็ต้องพวกที่สามารถทำให้ยอดกวีเขียนชื่อหัวข้อว่า ‘มอบให้ (ชื่อคน)’ ได้นั่นแหละ ที่จะชนะใสๆ มีชื่อเสียงเป็นอมตะไปเลย!

แต่ตอนนี้สามทหารเสือยังไม่มีความทะเยอทะยานสูงขนาดนั้น

ขอเพียงได้เป็นฉากหลัง ได้อานิสงส์ความดังนิดๆ หน่อยๆ ก็พอใจแล้ว

ดังนั้นซั่งจื้อหรงจึงแกล้งทำเป็นถูกกระตุ้นความอยากเอาชนะ แล้วร่ายกวีออกมาอีกบท ครั้งนี้ดูจริงจังขึ้นมาก “ยามเที่ยงคืนท่ามกลางหุบเขากลับจากชมจันทร์ บัวหยกในสวนน้อยทิศประจิมนั้นเบ่งบาน กลิ่นหอมสวรรค์ลมน้ำค้างหนาวเหน็บ เมฆาอยู่บนนภากว้างนกกระเรียนยังไม่มาเยือน”

“กวีดี!”

เจียงโส่วรั่งเอ่ยชม

ซ่งซิ่งเหลียงตบมือให้ “กวีบทนี้ถือเป็นหนึ่งในผลงานชิ้นเอกของเสี่ยวซั่งเลยนะเนี่ย!”

ซั่งจื้อหรงยิ้ม “กวีบทนี้ฉันเตรียมไว้เพื่องานชุมนุมกวีเทศกาลไหว้พระจันทร์โดยเฉพาะเลยนะ ถ้าตอนงานกวีเริ่มแล้วฉันร่ายออกมาอีกครั้ง พวกนายต้องแกล้งทำเป็นว่าเพิ่งเคยได้ยินครั้งแรกด้วยล่ะ”

‘พรืด!’

‘น่ารักจัง!’

‘สามทหารเสือนี่น่าเล่นด้วยชะมัด’

‘ไม่เหมือนพวกปัญญาชนในอุดมคติของฉันเลย’

‘กลับกันคือท่านมหาเศรษฐีเล่นกับพวกเขาได้เข้าขาดีนะ’

‘หลักๆ คือไม่วางมาด’

‘กวีน่ะแต่งไว้นานแล้ว เขาก็ไม่ปิดบังเลย’

‘แต่กวีบทนี้ดีจริงๆ นะ’

ซั่งจื้อหรงหันไปมองหลินจือไป๋ “เชิญพี่หลินครับ!”

หลินจือไป๋โบกมือกล่าวว่า “กวีของคุณดีมากแล้ว ผมไม่ขอโชว์ความเขลาแล้วกันครับ”

ซั่งจื้อหรงถึงกับหัวเราะไม่ได้ร้องไห้ไม่ออก หลินจือไป๋ไม่มีความคิดที่จะมาประชันกับเขาเลยสักนิด

เขาแยกไม่ออกชั่วขณะ ว่าหลินจือไป๋ไม่มีแรงบันดาลใจ หรือไม่มีความมั่นใจว่าจะชนะเขาได้ หรือว่าตั้งใจทำตัวเงียบๆ ซ่อนคม ไม่อยากจะลงมือทำร้ายจิตใจเขา

แน่นอนว่า

ถ้าหลินจือไป๋ใช้กวีบทเมื่อครู่ ยังไงเขาก็ต้องนับว่าแพ้อยู่ดี ดังนั้นซั่งจื้อหรงจึงไม่ได้ตอแยต่อ

กลับกันคือเจียงโส่วรั่งที่รู้สึกเสียดายไม่น้อย “หลอกล่อไม่สำเร็จแฮะ หรือว่ากวีบทเมื่อกี้จะรีดพลังเขาไปจนหมดแล้ว ที่เมื่อกี้บอกว่าไป๋ตี้ดื่มเหล้าหนึ่งถังรังสรรค์กวีร้อยบทล่ะ?”

“นั่นสิ”

ซ่งซิ่งเหลียงก็เบะปาก “เหล้าสามจอกลงท้อง อย่างน้อยก็ควรจะได้กวีสามบทสิ เขาร่ายแค่บทเดียวก็จะเขี่ยพวกเราไปแล้วเหรอ?”

“เป็นเพราะกวีของพี่ซั่งดีมากน่ะครับ”

หลินจือไป๋สายตาเริ่มฉ่ำเยิ้มเพราะฤทธิ์เหล้า “ในใจผมเลื่อมใสจริงๆ”

ความจริงคือหลินจือไป๋รู้สึกว่าสามพี่น้องนี้นิสัยดี เขาไม่จำเป็นต้องคอยโชว์เด่นอยู่ตลอดเวลา ยังไงก็คงไม่มีใครมาสงสัยระดับความสามารถด้านกวีของเขาเพียงเพราะเรื่องนี้หรอก อีกอย่างเมื่อกี้เขาก็ร่ายไปบทหนึ่งแล้วไม่ใช่เหรอ?

ยิ่งไปกว่านั้น

คืนนี้คืองานชุมนุมกวีเทศกาลไหว้พระจันทร์ หลินจือไป๋ย่อมมีโอกาสได้ลงมืออีกแน่ๆ ตอนนี้เขาเริ่มพิจารณาแล้วว่า คืนนี้จะใช้กวีหรือกลอนบทไหนที่เกี่ยวกับเทศกาลไหว้พระจันทร์ดี

>กลับหน้าหลักHOMEจิ้ม<

Prev
Novel Info

Comments for chapter "ตอนที่ 439-2 โอรสสวรรค์เรียกหาก็ไม่ขึ้นเรือ! (2)"

MANGA DISCUSSION

ใส่ความเห็น

You must Register or Login to post a comment.

Aileen Novel
  • หน้าหลัก HOME
  • COOKIE POLICY

© 2020 - 2023 ไอรีนโนเวล นิยายอ่านฟรีทุกวัน เว็บอ่านนิยาย pdf ไอรีนโนเวล “aileen-novel.online” เว็บอ่านนิยายสนุกๆ เพลิดเพลินไปกับนิยายต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น นิยายวาย, นิยายจีน, นิยายรัก, แฟนตาซี, กำลังภายใน, ผจญภัย สุดยอดวิชากำลังภายใน นิยายชื่อดัง ตอนล่าสุด "ฮณ๊ฯดฯฌซ, อ่านฟรี อ่านเพลินอ่านทั้งวันกับไอรีนโนเวลออนไลน์

Sign in

Lost your password?

← Back to Aileen Novel - อ่านนิยายออนไลน์ฟรี รวมนิยายแปลและนิยายไทย

Sign Up

Register For This Site.

Log in | Lost your password?

← Back to Aileen Novel - อ่านนิยายออนไลน์ฟรี รวมนิยายแปลและนิยายไทย

Lost your password?

Please enter your username or email address. You will receive a link to create a new password via email.

← Back to Aileen Novel - อ่านนิยายออนไลน์ฟรี รวมนิยายแปลและนิยายไทย