ผมนี่แหละศิลปินพาร์ตไทม์ - ตอนที่ 438-2 ทายปริศนาอักษร! (2)
“ท่านตัวแทนคะ”
อู๋เสวียนที่กำลังขับรถอยู่เอ่ยขึ้นมา
“การตัดต่อช่วงหลังของเรื่อง ‘Still Waiting For You’ ใกล้จะเสร็จสมบูรณ์แล้วค่ะ”
“ครับ”
หลินจือไป๋ถาม “แล้วฉากจบได้ถ่ายทำตามที่ผมต้องการไหม”
อู๋เสวียนพยักหน้า
“ใช่ค่ะ หนังเรื่อง ‘Still Waiting For You’ ของเราจะลงฉายในเว็บไซต์ไคว่ปัววิดีโอในวันที่ 20 ของเดือนนี้ เพื่อนๆ ที่สนใจช่วยกันสนับสนุนด้วยนะคะ นอกจากนี้จะบอกความลับเล็กๆ ให้ทุกคนฟังด้วยค่ะ ไม่ใช่แค่บทช่วงท้ายของหนังจะเป็นฝีมือการสร้างสรรค์ของอาจารย์หลินเท่านั้น แต่ในหนังเรื่องนี้ยังเป็นการเปิดตัวเพลงที่อาจารย์หลินแต่งขึ้นเองด้วยนะคะ!”
“โฆษณาของคุณนี่ฮาร์ดเซลล์จริงๆ”
หลินจือไป๋ยิ้มออกมา แล้วจู่ๆ ก็รู้สึกแปลกใจเล็กน้อย
“แพลตฟอร์มที่ฉายชื่อว่าไคว่ปัว (ออกอากาศอย่างรวดเร็ว) เหรอครับ?”
อู๋เสวียนตอบ “ใช่ค่ะ”
หลินจือไป๋ “…” ชื่อนี้ก็ดีนะ
‘ท่านมหาเศรษฐีไม่รู้จักเหรอ?’
‘ก็ท่านมหาเศรษฐีไม่ใช่คนฉีโจวนี่นา’
‘ทำไมรู้สึกว่าสีหน้าท่านมหาเศรษฐีมันดูแปลกๆ ล่ะ?’
‘ไคว่ปัววิดีโอนี่เป็นเว็บวิดีโอที่ใหญ่ที่สุดในฉีโจวของเราเลยนะ’
เป็นเช่นนี้หลังจากขับรถไปครึ่งชั่วโมง อู๋เสวียนก็ขับรถมาถึงริมแม่น้ำแห่งหนึ่งนอกชานเมือง ใกล้ๆ นั้นมีรถจอดอยู่ไม่น้อย มีคนรวมกลุ่มกันเป็นกลุ่มละสองสามคน ดูเหมือนออกมาเที่ยวยามฤดูใบไม้ร่วงกัน
“น่าจะเป็นที่นี่แหละค่ะ”
อู๋เสวียนหาที่จอดรถ ผลคือทันทีที่หลินจือไป๋ลงจากรถก็ถูกกลุ่มนักข่าวล้อมวงเพื่อถ่ายรูป
“อาจารย์หลินจือไป๋ วันนี้เตรียมผลงานใหม่อะไรมาบ้างคะ?”
“จะแต่งกวีไหมครับ?”
“หรือวางแผนจะแต่งกลอน?”
“อาจารย์หลินจือไป๋ ช่วงนี้คุณได้ติดต่อกับกวานอิงอิงบ้างไหมคะ?”
“อาจารย์หลินจือไป๋ มีความเห็นยังไงกับข่าวลือระหว่างคุณกับฉีเจี้ยนเจียครับ?”
ทั้งที่เป็นงานกวีแต่กลับมีนักข่าวบันเทิงแอบแฝงตัวเข้ามาด้วย โชคดีที่นักข่าวบันเทิงเหล่านี้ถูกเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยกันตัวออกไปได้อย่างรวดเร็ว นักข่าวที่เหลืออยู่ดูจะจริงจังกว่ามาก ส่วนใหญ่จะถามคำถามที่เกี่ยวข้องกับกวี
หลินจือไป๋ยิ้มอย่างถ่อมตัวแล้วกล่าวว่า
“ผมมาที่นี่เพื่อเรียนรู้และแลกเปลี่ยนกับเพื่อนๆ ในวงการวรรณกรรมฉีโจวเป็นหลักครับ”
หลังจากสลัดพวกนักข่าวพ้นแล้ว ก็มีปัญญาชนสามคนเดินเข้ามา หนึ่งในนั้นเป็นชายหนุ่มท่าทางสง่างามอายุน่าจะไม่ถึงสามสิบปี เขาเดินเข้ามาทักทายด้วยใบหน้ายิ้มแย้มเป็นคนแรก
“สวัสดีครับอาจารย์หลินจือไป๋ ได้ยินชื่อเสียงมานานแล้ว ผมชื่อซังจื่อหรงครับ”
“สวัสดีครับพี่หลิน ผมชื่อเจียงโส่วหรังครับ”
“กระผมซ่งชิงเหลียงครับ”
“สวัสดีครับทุกคน”
ทั้งสามคนเป็นฝ่ายเข้ามาทักทายก่อน หลินจือไป๋จึงตอบรับด้วยความสุภาพ
‘ท่านมหาเศรษฐีมีบารมีมากเลยนะเนี่ย!’
‘สามคนนี้คือสามทหารเสือแห่งวงการวรรณกรรมฉีโจวของพวกเราเชียวนะ!’
‘ซังจื่อหรงเชี่ยวชาญด้านบทกวี!’
‘เจียงโส่วหรังเก่งด้านกลอนที่สุด!’
‘ซ่งชิงเหลียงแม้ด้านกลอนกวีจะไม่เท่าสองคนนี้ แต่ทักษะการวาดภาพเรียกได้ว่าเป็นเลิศ!’
‘ทำให้สามคนนี้เป็นฝ่ายเข้ามาทำความรู้จักก่อนได้เนี่ย มีบารมีจริงๆ’
เจียงโส่วหรังมองไปที่กล้องของตากล้องพร้อมกับเอ่ยด้วยรอยยิ้ม
“พวกเราได้ออกทีวีใช่ไหมเนี่ย?”
“ใช่ครับ”
แขกรับเชิญรายการ ‘เยือนเขาหลีซาน’ รวมถึงหลินจือไป๋ไลฟ์สดกันทุกวัน หลักๆ คือใครที่ได้คุยกับแขกรับเชิญเหล่านี้ก็จะได้ออกทีวีหมด
“ฮาๆ สวัสดีครับทุกคน ผมเสี่ยวเจียงครับ!”
เจียงโส่วหรังเก๊กท่าใส่กล้องทันที นิสัยค่อนข้างร่าเริงดูไม่เหมือนคนในวงการวรรณกรรมเท่าไหร่ หลังจากเก๊กท่าเสร็จ เจียงโส่วหรังก็กล่าวว่า
“พี่หลินมางานกวีครั้งแรก ตามพวกเรามาเถอะ เดี๋ยวพวกเราพาไปเอง”
“ไปยังไงครับ?”
“อยู่อีกฝั่งของแม่น้ำครับ”
เจียงโส่วหรังชี้ไปทางริมน้ำ หลินจือไป๋พบว่ามีเรือลำเล็กจอดอยู่มากมาย ทั่วทั้งริมฝั่งก็มีเจ้าหน้าที่ยืนอยู่ไม่น้อยเช่นกัน ข้างตัวเจ้าหน้าที่แต่ละคนมีโต๊ะตัวเล็กวางอยู่ ไม่รู้ว่าบนโต๊ะวางของขวัญชิ้นเล็กไว้หรืออะไรกันแน่
ทั้งสามคนพาหลินจือไป๋เดินไป แต่พอเดินไปถึงริมฝั่ง เจ้าหน้าที่กลับเดินเข้ามาหาแล้วเอ่ยว่า
“อัจฉริยะทุกท่านโปรดรอก่อนครับ”
“ว่าแล้วเชียว ปีนี้จะเล่นมุกไหนอีก?”
เจียงโส่วหรังดูเหมือนจะไม่แปลกใจแม้แต่น้อย เขาอธิบายให้หลินจือไป๋ที่กำลังงุนงงฟังว่า
“พี่หลินอาจจะไม่รู้ ทางผู้จัดเขาจัดงานกวีเทศกาลไหว้พระจันทร์ที่นี่ทุกปี ผลคือทุกครั้งก่อนที่พวกเราจะข้ามฝั่งไปได้ ต้องหาวิธีมากลั่นแกล้งพวกเรา ไม่งั้นก็ไม่ยอมให้ข้ามไป”
“เข้าใจแล้วครับ”
หลินจือไป๋พยักหน้าเบาๆ
เจียงโส่วหรังระลึกความหลัง
“ปีที่แล้วแบบทดสอบเหมือนจะเป็นการต่อกลอนคู่มั้ง? แต่ถ้าต่อไม่ได้ก็ไม่เป็นไร แคถูกลงโทษให้ดื่มเหล้าสามจอกก็ข้ามไปได้เหมือนกัน… พวกพี่ชาย แบบทดสอบปีนี้ของเราคืออะไรล่ะ?”
เจียงโส่วหรังถามเจ้าหน้าที่
“ทายปริศนาอักษรครับ” เจ้าหน้าที่เอ่ย
“ถ้าทั้งสี่ท่านมาด้วยกัน งั้นผมจะออกปริศนาอักษรสี่สิบข้อแล้วกันครับ ขอเพียงทั้งสี่ท่านตอบถูกได้ตั้งแต่สามสิบห้าข้อขึ้นไป ผมจะให้คนพายเรือที่เก่งที่สุดพาอาจารย์ทั้งสี่ท่านข้ามไปครับ”
“ต้องตอบถูกตั้งสามสิบห้าข้อเลยเหรอ? ทำไมคะแนนสูงจัง?”
เจียงโส่วหรังตาโต
“เห็นหลินจือไป๋คนดังระดับโลกจะข้ามฝั่งไปกับพวกเรา เลยแอบขึ้นคะแนนใช่ไหมเนี่ย?”
“ไม่ใช่ครับ” เจ้าหน้าที่ยิ้มแล้วพูดต่อ “อาจารย์หูเหวยบอกมาว่า ปีนี้ถ้าเห็นพวกเจียงโส่วหรังมาต้องแกล้งให้หนักครับ”
เจียงโส่วหรัง “…”
หลินจือไป๋ยิ้ม “สรุปคือพวกคุณสามคนทำให้ผมพลอยซวยไปด้วยสินะ”
เจียงโส่วหรังหัวเราะตาม
“พี่หลินยืนรออยู่ข้างๆ ก่อน ค่อยดูฝีมือพวกเราสามพี่น้อง! ออกโจทย์มาเลย!”
“ตกลงครับ” เจ้าหน้าที่กล่าว “ภูเขาซ่อนอยู่บนภูเขา!”
ซังจื่อหรงแทบจะโพลงออกมาในทันที “ออก (出 เป็นตัวอักษรภูเขาซ้อนกันสองตัว)”
เจ้าหน้าที่พยักหน้า
“ตอบถูกต้องครับ ข้อที่สองบอกว่ามันเล็กแต่ข้างล่างใหญ่ บอกว่ามันใหญ่แต่ข้างบนเล็ก”
ซ่งชิงเหลียงนิ่งคิดแล้วตอบ “แหลม (尖 ข้างบนเป็นตัวอักษร小 ที่แปลว่าเล็ก ข้างล่างเป็นตัวอักษร大 ที่แปลว่าใหญ่)”
เจ้าหน้าที่เอ่ย “ถูกต้อง ข้อที่สาม…”
เป็นเช่นนี้ โจทย์ติดต่อกันสิบกว่าข้อก็ยังทำอะไรซ่งชิงเหลียงกับซังจื่อหรงไม่ได้
เจียงโส่วหรังก็ไม่ตอบโจทย์ เอาแต่ยืนคุยกับหลินจือไป๋อยู่ข้างๆ
“สองคนนั้นเป็นเซียนทายปริศนาอักษร เล่นกันมาตั้งแต่เด็กๆ แต่ดูท่าวันนี้พวกเราคงยังต้องดื่มเหล้ากันอยู่ดี”
“ทำไมล่ะครับ?”
“เพราะพวกเขาสองคนไม่เพียงแต่ชอบทายปริศนาอักษร แต่ยังชอบดื่มเหล้าด้วย เพราะงั้นพอพวกเขาตอบไปอีกสักไม่กี่ข้อก็จะปฏิเสธไม่ยอมตอบต่อแล้วล่ะ”
“แล้วคุณล่ะครับ?”
“ผมทายปริศนาอักษรไม่เป็นน่ะสิครับ” เจียงโส่วหรังยิ้มแห้ง “เพราะงั้นทุกปีพวกเราสามคนต้องดื่มเหล้าสามจอกก่อนถึงจะข้ามฝั่งไปได้”
หลินจือไป๋หลุดขำ เหลือบมองหน้าจอมือถือแล้วพูดขึ้นว่า
“ชาวเน็ตบอกว่าพวกคุณคือสามทหารเสือแห่งวงการวรรณกรรมฉีโจวนี่นา”
“เฮ้อ ชื่อจอมปลอมทั้งนั้นแหละครับ” เจียงโส่วหรังกล่าว “เดี๋ยวถ้าคุณดื่มสามจอกไม่ไหว ผมช่วยดื่มแทนก็ได้ ผมเป็นคนคอแข็งนะ”
“ได้ครับ” หลินจือไป๋หัวเราะฮาๆ
เป็นไปอย่างที่เจียงโส่วหรังพูดจริงๆ หลังจากตอบถูกติดต่อกันยี่สิบข้อแล้ว ซ่งชิงเหลียงกับซังจื่อหรงก็ไม่ตอบต่อ พร้อยใจกันหันมามองหลินจือไป๋กับเจียงโส่วหรัง
“พวกเราทำหน้าที่ของตัวเองเสร็จแล้ว”
“เข้าใจแล้ว”
เจียงโส่วหรังถลึงตาใส่เจ้าสองคนนี้ทีหนึ่ง แล้วบอกเจ้าหน้าที่ว่า “ออกโจทย์ต่อเลย”
“ได้เลยครับ” เจ้าหน้าที่กลั้นขำแล้วเอ่ยต่อ “ภูเขาสี่ด้านเชื่อมต่อกัน”
เจียงโส่วหรังครุ่นคิดอย่างหนัก
ซ่งชิงเหลียงที่อยู่ข้างๆ ยิ้มกริ่ม ส่วนซังจื่อหรงก็ขยิบตาพลางกล่าวว่า
“โส่วหรัง ถ้านายเรียกฉันว่าลูกพี่ ฉันจะช่วยนายแก้ปริศนาอักษรนี้ให้”
“ไสหัวไปเลย!” เจียงโส่วหรังยังคงครุ่นคิดอย่างหนักต่อไป
เจ้าหน้าที่เริ่มนับถอยหลัง “ห้า… สี่… สาม… สอง…”
“นา (田 ตัวอักษรภูเขา 山 หันหน้าเข้าหากันสี่ด้าน)” หลินจือไป๋เป็นฝ่ายเอ่ยคำตอบออกมา
ซ่งชิงเหลียงกับซังจื่อหรงหันไปมองหลินจือไป๋ด้วยความประหลาดใจ
ส่วนเจียงโส่วหรังหลังจากอึ้งไปครู่หนึ่งก็ตบมือดังฉาด
“ใช่ๆๆ! คือนา! ภูเขาสี่ด้านเชื่อมต่อกัน! พี่หลินไม่เลวเลยนี่นา คุณทายปริศนาอักษรเป็นด้วยเหรอ?”
“พอรู้บ้างนิดหน่อยครับ”
หลินจือไป๋รับปากกับผู้ชมในห้องไลฟ์สดไว้แล้วว่าวันนี้จะทำตัวเงียบๆ เวลาพูดจึงต้องถ่อมตัวลงหน่อย
“ตอบถูกต้องครับ” เจ้าหน้าที่กล่าว
“โจทย์ข้อต่อไปคือ… พบน้ำจะใส! พบไฟจะสว่าง!”
“เออ…” เจียงโส่วหรังเริ่มครุ่นคิดอีกครั้ง
ซ่งชิงเหลียงยิ้มออกมาแล้วหันไปมองหลินจือไป๋ ความหมายชัดเจนโดยไม่ต้องพูด เมื่อหลินจือไป๋สบตากับทั้งสองคนก็เอ่ยออกมาอย่างสบายๆ
“แสง (明)”
“ตอบถูกต้องครับ!” เจ้าหน้าที่อึ้งไปครู่หนึ่ง ทำไมมีคนแยงบทพูดฉันล่ะ?
พอหันไปดูถึงรู้ว่าเป็นเจียงโส่วหรังที่ตอนนี้กำลังวิเคราะห์อย่างตื่นเต้นว่า
“พบน้ำจะใสก็คือคำว่าเฉิง (清 แปลว่าใส เกิดจากการผสมตัวอักษรสามขีดที่หมายถึงน้ำกับตัวอักษร 青) พบไฟจะสว่างก็คือคำว่าหมิง (明 แปลว่าสว่าง เกิดจากการผสมตัวอักษร 日 ที่หมายถึงพระอาทิตย์กับตัวอักษร 月 ที่หมายถึงพระจันทร์)! พี่หลินเก่งจริงๆ! เป็นคำว่าหมิงจริงๆ ด้วย! ผมเคยได้ยินแต่ว่าพี่หลินมีความสามารถทางวรรณกรรมล้ำเลิศ โดยเฉพาะการต่อกลอนคู่กับบทกวี! ไม่นึกเลยว่าปริศนาอักษรก็ยังเก่งกาจขนาดนี้”
ซ่งชิงเหลียงกับซังจื่อหรงสบตากกัน หลินจือไป๋คนนี้มีของจริงๆ ด้วย
ส่วนผู้ชมที่ดูไลฟ์อยู่ย่อมรู้สถานการณ์ตรงหน้าดี ตั้งแต่ปริศนาอักษรข้อแรกทุกคนก็ลองช่วยกันทายดู ผลคือมีไม่กี่คนที่สามารถรับมือได้อย่างง่ายดายเหมือนซ่งชิงเหลียงและซังจื่อหรง
และเมื่อเห็นซ่งชิงเหลียงกับซังจื่อหรงทายไปยี่สิบข้อแล้วไม่ตอบต่อ ผู้ชมต่างก็ขำกันยกใหญ่
‘สามทหารเสือนี่ตลกชะมัด!’
‘ท่านมหาเศรษฐีรับหน้าที่ไป สามคนนี้พึ่งพาไม่ได้เลย!’
‘คนอื่นเขาจับกลุ่มช่วยกันตอบเพื่อข้ามฝั่ง แต่สามทหารเสือนี่คือตั้งใจมากินเหล้าชัดๆ!’
‘เหล้าสามจอกนี้ท่านมหาเศรษฐีเลี่ยงไม่ได้แล้วล่ะ’
ทว่าในตอนที่ทุกคนคิดเช่นนั้น หลินจือไป๋กลับเริ่มตอบโจทย์เสียอย่างนั้น!
‘เรื่องบังเอิญเหรอ?’
‘ท่านมหาเศรษฐีทายปริศนาอักษรเป็นด้วย?’
‘ดวงมั้ง?’
‘อาจจะแค่ฟลุกทายถูก?’
เมื่อหลินจือไป๋ตอบข้อแรกถูก ผู้ชมยังคาดเดาว่าเป็นเรื่องของดวง เพราะเมื่อเผชิญกับความสงสัยของเจียงโส่วหรัง หลินจือไป๋ก็แค่ยิ้มแล้วตอบว่า ‘พอรู้บ้างนิดหน่อย’ เท่านั้นเอง
พอรู้บ้างนิดหน่อย? นั่นมันก็แค่ผิดคาดน่ะสิ!
แต่พอหลินจือไป๋ทายข้อที่สองถูก ผู้ชมก็เริ่มสังเกตเห็นถึงความผิดปกติ นี่มันดูเหมือนจะเกินคำว่า ‘พอรู้บ้างนิดหน่อย’ ไปแล้วนะ?
และในตอนนั้นเอง เจ้าหน้าที่ก็ออกโจทย์อีกครั้ง
“คนในกระจก”
เจียงโส่วหรังอึ้งไป “หมดแล้วเหรอ? แค่สี่ตัวอักษรเองเนี่ยนะ?”
ซ่งชิงเหลียงกับซังจื่อหรงก็ขมวดคิ้ว คำเฉลยข้อนี้น่าจะยากทีเดียว
หลินจือไป๋กลับมีสีหน้าประหลาด นี่มันเป็นคำถามเชาวน์ปัญญาชัดๆ ไม่รู้ใครเป็นคนออกโจทย์ โจทย์พิลึกแบบนี้ไม่ได้ทดสอบความสามารถทางวรรณกรรมเลย แต่มันคือการเล่นเกมเล็กๆ กับพวกปัญญาชนชัดๆ
‘โจทย์ยากชะมัด!’
‘นึกไม่ออกเลย!’
‘คนที่อยู่ในกระจกเหรอ?’
เจ้าหน้าที่ยิ้มแล้วกล่าวว่า “ใกล้หมดเวลาแล้วครับ ห้า… สี่… สาม… สอง…”
“เข้า (入 เป็นการสะท้อนกลับด้านตัวอักษร 人 ที่แปลว่าคน)”
หลินจือไป๋เอ่ยออกมา ไม่ใช่ว่าเขาตั้งใจจะโชว์เหนือด้วยการตอบวินาทีสุดท้ายหรอกนะ เพียงแต่เขาไม่อยากจะเด่น วันนี้ตั้งใจจะทำตัวเงียบๆ เลยรอให้มีคนตอบก่อน ผลคือพอเห็นคนอื่นเงียบกันหมด หลินจือไป๋ก็เลยต้องเฉลยคำตอบออกมา
แต่ต่างจากสองครั้งก่อนหน้า ครั้งนี้แม้หลินจือไป๋จะเฉลยออกมาแล้ว เจียงโส่วหรังก็ยังไม่เข้าใจ
“หมายความว่ายังไงเหรอ? เข้า?”
“ที่แท้เป็นแบบนี้เอง”
ซ่งชิงเหลียงยิ้มแล้วกล่าวว่า
“โจทย์ข้อนี้ไม่มีอะไรหรอก เล่นคำถามเชาวน์ปัญญา นายลองนึกถึงวิชาฟิสิกส์กับคณิตศาสตร์สิ ถ้ารวมทฤษฎีภาพเสมือนกับการสะทอนเข้าด้วยกันก็น่าจะเข้าใจแล้ว”
“อ๋อ!” เจียงโส่วหรังอ๋อขึ้นมาทันที “ที่แท้เป็นแบบนี้เอง! ท่านมหาเศรษฐีมีของจริงๆ!”
เจียงโส่วหรังเบะปาก “คำถามเชาวน์ปัญญาสินะ”
ซังจื่อหรงดวงตาเป็นประกาย
“พี่หลินเป็นยอดฝีมือจริงๆ คิดได้ขนาดนี้เชียว ในเมื่อเป็นแบบนี้ พวกเรามาแข่งกันแย่งตอบดีไหมครับ?”
‘เจ้าหมอนี่โดนกระตุ้นความอยากเอาชนะเข้าให้แล้วเหรอ?’
หลินจือไป๋พยักหน้าเบาๆ “ได้ครับ”
=========================