ผมนี่แหละศิลปินพาร์ตไทม์ - ตอนที่ 437-2 ก้าวขึ้นสู่ระดับแถวหน้าของฉีโจว! (2)
มองดูเหมือนง่ายแต่คนอื่นคงเลียนแบบวิธีของฉันได้ยาก
คนส่วนใหญ่ที่ไปเปิดตลาดต่างทวีป มักจะเป็นเหมือนพวกโจวหานจิ้นหรือจางซีหยางที่ตกอยู่ในสภาพจะดังก็ไม่ดังจะดับก็ไม่ดับ หลินจือไป๋สรุปในใจ
เขาฮัมเพลงอย่างมีความสุขพลางล้างหน้าแปรงฟัน และรอต้อนรับตากล้องจากทีมงานรายการตอนแปดโมงตรง
การไลฟ์สดของวันนี้เริ่มต้นขึ้นแล้ว!
หลินจือไป๋ทักทายหน้ากล้องอย่างคุ้นเคย
“เมื่อเช้าดูข่าวถึงได้รู้ว่าตอนนี้ผมเป็นคนดังระดับแถวหน้าของฉีโจวแล้ว ทั้งหมดนี้ต้องขอบคุณการสนับสนุนจากทุกคนนะครับ เพื่อเป็นการแสดงความขอบคุณ ผมจะแสดงการดื่มน้ำอึกใหญ่ให้ทุกคนดูครับ”
พูดจบหลินจือไป๋ก็ดื่มน้ำโชว์หน้ากล้องจริงๆ
‘ฮาๆๆๆ ดาราระดับแถวหน้าคนไหนของฉีโจวจะทำตัวแปลกๆ ได้เหมือนนายบ้างเนี่ย!’
‘ความสามารถยอดเยี่ยม!’
‘คนบางคนมีความสามารถที่ทำให้คนอ้าปากค้างอยู่เต็มตัวแท้ๆ แต่เขากลับเลือกวิธีที่เรียบง่ายและธรรมดาที่สุด!’
‘ทำไมไม่บอกล่ะว่าคุณจะแสดงวิธีที่มนุษย์หายใจให้พวกเราดูด้วย?’
‘พอเป็นดาราระดับแถวหน้าแล้วมันไม่เหมือนเดิมจริงๆ นะเนี่ย ขนาดดื่มน้ำยังดูเป็นรายการที่สนุกเลย’
‘ขำก๊าก!’
‘รอให้นายได้เป็นระดับเหนือแถวหน้าก่อนเถอะ รอดูเลยว่านายจะแสดงวิชาลับอะไรให้ดู!’
แน่นอนว่าการดื่มน้ำเป็นแค่มุกตลก
ตอนนี้ทุกคนเริ่มคุ้นเคยกับสไตล์ของหลินจือไป๋แล้ว
หลายคนถึงกับรู้สึกว่าพักหลังๆ ที่รายการ ‘เยือนเขาหลีซาน’ ให้แขกรับเชิญแยกกันไลฟ์สด ความสนุกมันไม่ได้ลดน้อยลงกว่าเดิมเลย เพราะชีวิตจริงๆ ของเหล่าดาราเหล่านี้ อย่างน้อยก็ส่วนหนึ่งของชีวิตจริงได้ถูกเปิดเผยให้ผู้ชมจำนวนมหาศาลได้เห็นผ่านหน้ากล้อง
“ไม่ล้อเล่นแล้วครับ” หลินจือไป๋กล่าว
“มาคุยเรื่องงานวันนี้กันหน่อย มีเพลงภาษาฉีเพลงหนึ่ง น่าจะนับเป็นเพลงใหม่ภาษาฉีที่จะต้องอัดเสียงครับ”
“เป็นเพลงรักร้องคู่ชายหญิง ผมจึงต้องหาคู่หูฝ่ายหญิง ซึ่งก็คืออู๋อู เพื่อนของผมที่เขาหลีซานครับ”
‘ท่านมหาเศรษฐีร้องเพลงคู่ครั้งแรก คู่หูที่เลือกดันไม่ใช่พวกอิงอิงหรือฉีเจี้ยนเจียเหรอ?’
‘เป็นเพราะราชินีเพลงสองคนนั้นไม่มีคิวหรือว่าจ้างไม่ไหวกันแน่?’
‘ฉันสงสัยว่าไม่ใช่ทั้งสองอย่างหรอก แต่เป็นเพราะท่านมหาเศรษฐีอยากจะดันสาวใช้ตัวน้อยสักหน่อยต่างหาก’
‘อู๋อูเป็นถึงดาราระดับแถวหน้าจะไปบอกว่าเขาเป็นสาวใช้ได้ยังไงกัน? อ้อ เจ้านายคือท่านมหาเศรษฐีเหรอ งั้นก็ไม่เป็นไร’
‘ฮือๆๆ ขอบคุณท่านมหาเศรษฐีที่เมตตาอู๋อูของพวกเรา เธอคู่ควรกับสิ่งนี้จริงๆ!’
‘พลังเสียงของอู๋อูดีมากนะ เธอแค่ขาดคนแต่งเพลงเก่งๆ มาช่วยเขียนเพลงให้เท่านั้นเอง!’
‘อิงอิงกับฉีเจี้ยนเจียพื้นเพที่บ้านก็เปิดบริษัทบันเทิง ทรัพยากรมีใช้ไม่หมดหรอก อู๋อูสิคือคนธรรมดาที่บุกฝ่าวงการบันเทิงมาถึงระดับแถวหน้าได้ เนี่ยมันไม่ง่ายเลยจริงๆ นะ’
‘นิสัยของท่านมหาเศรษฐีนี้ใช้ได้เลยจริงๆ!’
ถ้าหลินจือไป๋ไม่ช่วยอู๋อูก็ไม่มีใครว่าอะไรเขา
แต่ถ้าหลินจือไป๋ช่วยอู๋อู ในสายตาชาวเน็ตนั่นคือความมีน้ำใจและรักษามิตรภาพอย่างมาก
เพราะในรายการวาไรตี้ ‘เยือนเขาหลีซาน’ นี้ อู๋อูในฐานะดาราระดับแถวหน้าของฉีโจว แม้จะบอกว่าทำเพื่อเหรียญดอกท้อ แต่เธอก็ยอมลดตัวลงมาเป็นสาวใช้ให้หลินจือไป๋ ซึ่งเป็นแขกรับเชิญจากต่างทวีปมาหลายต่อหลายวัน
มาดแบบนี้ไม่ใช่ว่าใครจะยอมวางลงได้ง่ายๆ ต่อให้เป็นในรายการวาไรตี้ คนเราก็ยังต้องรักษาภาพลักษณ์กันทั้งนั้น
ในขณะเดียวกัน สิ่งนี้ก็พิสูจน์ว่าหลินจือไป๋ไม่ใช่คนลืมตัวหรือเลือกคบแต่คนที่โด่งดัง
เพราะทุกคนต่างมองออกว่า ราชินีเพลงทั้งสองคนต่างก็กระตือรือร้นและเข้าหาหลินจือไป๋อย่างมาก หากคิดถึงแค่อย่างเรื่องผลประโยชน์ ไม่ว่าหลินจือไป๋จะเลือกร่วมงานกับเยี่ยอิงหรือฉีเจี้ยนเจีย ผลลัพธ์ที่ได้ย่อมยิ่งใหญ่กว่าการร่วมงานกับอู๋อูมากนัก
อู๋อูเดินทางมาถึงบริษัท ‘เสินคุนเอ็นเตอร์เทนเมนต์’ ของหลินจือไป๋ตอนเก้าโมงเช้า
นี่คือชื่อย่อที่หลินจือไป๋ใช้เรียกบริษัท ‘เสินฮวาคุนเผิงเอ็นเตอร์เทนเมนต์’ ซึ่งตอนนี้เริ่มติดหูในหมู่แฟนคลับแล้ว ด้านหลังอู๋อูแน่นอนว่ามีทีมงานรายการและตากล้องตามมาด้วย เธอก็มีห้องไลฟ์สดของตัวเองเช่นกันนี่นา
และเมื่อทั้งสองคนพบกัน อู๋อูก็พุ่งเข้าไปกอดหลินจือไป๋อย่างเต็มแรง
หลินจือไป๋มองดูอู๋อูที่วันนี้แต่งตัวโดดเด่นเป็นพิเศษแล้วเอ่ยยิ้มๆ
“เอาละ ปล่อยได้หรือยังครับ คุณคงไม่อยากให้ในฮอตเสิร์ชมี ‘คู่จิ้น ไป๋อู๋’ เพิ่มขึ้นมาอีกคู่หรอกนะ?”
เพียงเพราะการกอดครั้งนี้อู๋อูแนบชิดเกินไป
หลินจือไป๋ถึงกับสัมผัสรายละเอียดบางอย่างในร่างกายของอีกฝ่ายได้
“ฉันไม่กลัวหรอกค่ะ เป็นเจ้านายของฉันต่างหากที่กลัว”
อู๋อูยิ้มร่าพลางปล่อยมือ จากนั้นขยิบตาให้กล้องแล้วพูดว่า
“ทุกคนอย่าเข้าใจผิดนะคะ นี่เป็นแค่การกอดกันแบบเพื่อนค่ะ”
‘ฮาๆๆๆ ท่านมหาเศรษฐีนี่แซวเก่งจริง!’
‘ท่านมหาเศรษฐีจะกลัวข่าวลือเหรอ?’
‘นี่มันการกอดกันของสาวใช้กับเจ้านายชัดๆ’
‘เยี่ยอิง: บังอาจ! มาเอาเปรียบสามีฉัน! เพื่อนปลอมเปลือก!’
‘อู๋อูสวยขึ้นหรือเปล่าเนี่ย!’
‘เพิ่งจะเคยเห็นว่าอู๋อูสวยขนาดนี้ หรือว่าเปิดฟิลเตอร์จัดเต็ม?’
‘เดิมทีอู๋อูก็หน้าตาดีอยู่แล้ว เป็นเพราะพวกนายมัวแต่วิ่งไปชมความสวยระดับเทพของพวกราชินีเพลงกันหมดต่างหาก’
คำพูดนี้ก็จริง วงการบันเทิงไม่มีทางมีใบหน้าที่ ‘สวยระดับเทพ’ แค่เพียงหนึ่งหรือสองคนหรอก
หลินจือไป๋ยิ้มแล้วถามว่า “เพลงที่ให้ไปเมื่อวาน จำจนขึ้นใจหรือยังครับ?”
“จำได้แล้วค่ะเจ้านาย จะอัดเสียงตอนนี้เลยไหมคะ?”
อู๋อูพยักหน้า วันนี้เธอเจิดจรัสเป็นพิเศษ ดูเหมือนจะมีความมั่นใจมากขึ้นกว่าเดิม เธอยิ้มแล้วเรียกเขาว่าเจ้านาย ใช้บุคลิกสาวใช้มาล้อเลียนหลินจือไป๋ เป็นการเล่นมุกกับตัวเองไปในตัว
ต้องรู้ก่อนว่าคำว่าสาวใช้ในสังคมสมัยใหม่มีความหมายในเชิงลดทอนคุณค่าคน แต่อู๋อูในตอนนี้กลับไม่ถือสาเลยที่ผู้ชมและชาวเน็ตจะพูดกันในคอมเมนต์ว่าเธอเป็น ‘สาวใช้ตัวน้อย’ ของหลินจือไป๋
“คุณเปลี่ยนมาเรียกพี่ไป๋เถอะครับ” หลินจือไป๋พูดอย่างจนใจ “คำว่าเจ้านายเนี่ย ฟังแล้วมันรู้สึกแปลกๆ ยังไงก็ไม่รู้”
“ที่แท้คุณก็ชอบสไตล์นี้เหรอเนี่ย” อู๋อูทำเหมือนเพิ่งจะรับรู้ความจริง “พี่ไป๋ เราจะเริ่มอัดกันเลยไหม?”
อู๋อูเก่งเรื่องการเอาอกเอาใจคนอื่น หลินจือไป๋ดูเหมือนจะเข้าใจแล้วว่าทำไมเธอถึงเป็นเพื่อนสนิทกับเยี่ยอิงได้
“เริ่มกันเลยครับ”
เพลงที่จะอัดนี้มีชื่อว่า ‘เลิกราด้วยความหวังดี’ นักร้องหญิงจะรับผิดชอบในส่วนภาษาฉี ส่วนนักร้องชายจะร้องด้วยภาษากลาง คนหนึ่งพูดด้วยภาษาฉีอีกคนพูดด้วยภาษากลางแบบนี้ ให้ความรู้สึกเหมือนชาวฉินโจวคนหนึ่งกับชาวฉีโจวคนหนึ่งมารักกันแล้วต่อมาก็ต้องเลิกรากันไป
เนื้อเพลงประโยคแรกอู๋อูเป็นคนร้อง
“ตกใจจนพูดไม่ออกเลยใช่ไหม? ใช่แล้วฉันถามว่าเธออยากเลิกไหม? เคยถูกเธอฝึกจนเชื่องเหมือนลูกแกะ ทำไมถึงย้อนกลับไปกัดเธอละเธอรู้ไหม?”
เนื้อเพลงที่เขียนมานี้ อู๋อูพยายามจินตนาการตามจริงๆ แต่เธอรู้สึกว่าทำได้มากสุดแค่ขั้นถูกหลินจือไป๋ฝึกจนเชื่องเหมือนลูกแกะเท่านั้นแหละ ย้อนกลับไปกัดน่ะทำไม่ได้จริงๆ
หลินจือไป๋ร้องตามว่า
“บางทีควรจะทบทวนตัวเองว่าไม่ควรพูดอะไรอีก ตัวผมที่ถูกทอดทิ้งควรได้รับผลกรรมนี้ใช่ไหม? ถ้าผมเคยเป็นคนเลี้ยงแกะเลวๆ จะขอโอกาสให้ผมลองกอดดูอีกสักครั้งได้ไหม?”
จะว่าไปแล้ว เพลงส่วนใหญ่ถ้าคนหนึ่งร้องภาษาฉีอีกคนร้องภาษากลางก็เลี่ยงไม่ได้ที่จะดูแปลกๆ แต่เพลง ‘เลิกราด้วยความหวังดี’ นี้กลับไม่เป็นอย่างนั้น ตรงกันข้ามกลับทำให้มันดูน่าสนใจมากขึ้นไปอีก พอร้องจบหนึ่งรอบ
หลินจือไป๋ก็เอ่ยว่า “การออกเสียงท่อนเวิร์สยังต้องจัดการอีกหน่อย อย่างเช่นประโยคนี้…”
ตอนนี้อยู่ในสถานการณ์การทำงาน อู๋อูก็ไม่ได้เล่นมุกตลกอีก เธอร่วมมือกับหลินจือไป๋อย่างรู้กาลเทศะ
ที่จริงส่วนใหญ่เป็นการฟังคำสั่งของหลินจือไป๋ เพราะอีกฝ่ายไม่ใช่แค่คนแต่งคำร้องและทำนองเพลงนี้เท่านั้น แม้แต่ทักษะการร้องเพลงก็ยังเหนือกว่าเธอเสียอีก!
เพราะเขาคือคนที่เคยชนะเยี่ยจวินฉือในการแข่งขันมาแล้ว!
เรื่องนี้ตอนนี้คนทั้งฉีโจวรู้กันหมดแล้ว และมันก็กลายเป็นหลักฐานยืนยันว่า ทักษะการร้องเพลงของหลินจือไป๋นั้นล้ำลึกสุดหยั่งถึง!
เมื่ออัดเพลงเสร็จเวลาก็ล่วงเลยมาถึงช่วงบ่ายแล้ว
ตอนที่อู๋อูบอกลา เธอก็เข้าไปกอดหลินจือไป๋แน่นๆ อีกครั้ง
พอเธอนั่งรถตู้ส่วนตัวออกไป หลินจือไป๋จึงเอ่ยขึ้นว่า
“จริงๆ แล้วเกี่ยวกับเพลงภาษาฉี ผมยังมีแผนการอีกเป็นชุดเลยครับ แต่คู่หูในการร่วมงานคนต่อๆ ไปจะเป็นเพื่อนๆ ของผมที่มาจากฉินโจวครับ”
ใช่แล้ว แผนการของหลินจือไป๋คือการเขียนเพลงให้เพื่อนๆ จากฉินโจวที่มาเริ่มงานในฉีโจวคนละหนึ่งเพลง เพื่อช่วยให้พวกเขายืนหยัดได้อย่างมั่นคง!
ด้วยวิธีนี้ ต่อให้ในอนาคตเขาจะออกจากฉีโจวเพื่อไปเปิดตลาดทวีปอื่น ตัวพวกโจวหานจิ้นหรือจางซีหยางที่อยู่ที่นี่ก็จะค่อยๆ ตั้งตัวได้ ไม่แน่ว่าภายในไม่กี่ปีอาจจะมีหวังได้ก้าวเข้าสู่ระดับเหนือแถวหน้าก็ได้?
เพราะหลินจือไป๋มองออกว่า ความเร็วในการเลื่อนระดับของคนดังเมื่อไปเปิดตลาดต่างทวีปนั้นเร็วกว่าในทวีปตัวเองเสียอีก โดยเฉพาะในกรณีที่เป็นระดับเหนือแถวหน้าในทวีปตัวเองอยู่แล้ว ขอเพียงแค่ค่อยๆ นำผลงานตามมา ในที่สุดก็จะสามารถเลื่อนระดับได้สำเร็จ อย่างเช่นโจวหานจิ้น
ช่วงนี้ห้องไลฟ์สดของเขาก็คึกคักมาก เพราะอะไรนะเหรอ? เพราะโจวหานจิ้นกำลังคัฟเวอร์เพลงคลาสสิกเก่าๆ ของฉีโจวหลายเพลงด้วยทักษะการร้องระดับราชาเพลง แถมยังมีสไตล์เป็นของตัวเอง ขอเพียงโจวหานจิ้นร้องเพลงคลาสสิกของฉีโจว เขาก็สามารถดึงดูดแฟนคลับที่นี่ได้มากมายแล้ว
เขานิ่งไปครู่หนึ่งแล้วเอ่ยต่อ
“เพลงสำหรับพวกเขาผมเขียนเสร็จเรียบร้อยแล้วครับ อีกสองสามวันนี้จะส่งให้พวกเขา ส่วนเนื้อหาการไลฟ์สดของวันพรุ่งนี้ ผมขอแจ้งให้ทุกคนทราบล่วงหน้า คือทางงานชุมนุมกวีเทศกาลไหว้พระจันทร์ของฉีโจวได้เชิญผมให้ไปร่วมงานในคืนวันพรุ่งนี้ครับ…”
ตอนนี้เขาเป็นคนดังระดับแถวหน้าของฉีโจวแล้ว
หลินจือไป๋ตั้งใจจะรีบสร้างความสำเร็จในตำแหน่งเหนือแถวหน้าแห่งฉีโจวให้ได้ และในขณะเดียวกันอันดับคนดังที่ฉินโจวก็ต้องเลื่อนขึ้นด้วย
เขาติดสถานะพร้อมเลื่อนขั้นมานานแล้ว ถึงเวลาที่ต้องก้าวขึ้นสู่ระดับเหนือแถวหน้าอย่างเป็นทางการเสียที
ด้วยเหตุนี้หลินจือไป๋จึงกำลังพิจารณาอย่างจริงจังว่า ควรจะหาเวลากลับไปสักหน่อยดีไหม?
ในขณะที่หลินจือไป๋กำลังคิดเรื่องระดับเหนือแถวหน้าอยู่นั้น คอมเมนต์ในไลฟ์กลับตกใจกับข่าวที่บอก
‘งานชุมนุมกวีเทศกาลไหว้พระจันทร์?’
‘นี่มันคืองานยิ่งใหญ่ของวงการวรรณกรรมฉีโจวเลยนะ!’
‘นี่เป็นครั้งแรกเลยที่ฉันได้ยินว่ากิจกรรมของวงการวรรณกรรมจะเชิญดาราไปร่วมงานด้วย!’
‘พูดอย่างนั้นก็ถูกแต่ท่านมหาเศรษฐีเขาพิเศษกว่าคนอื่น เขาเป็นทั้งดาราและปัญญาชน’
‘เขาน่ะคือปราชญ์อันดับหนึ่งแห่งฉินโจวเชียวนะ!’
‘ท่านมหาเศรษฐีกะจะไปโชว์ฝีมือในงานชุมนุมกวีเทศกาลไหว้พระจันทร์สินะ?’
‘ต้องไปสิ!’
‘ฉันอยากดูว่าคราวนี้ท่านมหาเศรษฐีจะยังเขียนผลงานอะไรออกมาได้อีกไหม!’
‘แขกรับเชิญคนอื่นมัวแต่ไปรับงานอีเวนต์เชิงพาณิชย์ แต่ท่านมหาเศรษฐีของพวกเรากลับต้องไปร่วมงานกวี คลาสมันต่างกันลิบลับเลยฮาๆ’
พวกแฟนคลับมักจะพูดกันประโยคหนึ่งว่า
“เริ่มต้นที่หน้าตา ตกหลุมพรางที่ความสามารถ และยอมสยบที่นิสัย”
ตอนนี้แฟนคลับชาวฉีโจวรู้สึกว่าหลินจือไป๋ตรงกับคำพูดนี้ในทุกมิติ
หน้าตาไม่ต้องพูดถึง ความสามารถไม่ต้องบรรยาย ส่วนเรื่องนิสัยวันนี้ก็ได้โชว์ให้เห็นแล้ว เขามีเพลงรักที่ต้องร้องคู่แท้ๆ สามารถเลือกร่วมงานกับเยี่ยอิงหรือฉีเจี้ยนเจียก็ได้ แต่เขากลับเลือกอู๋อูที่มีตัวตนไม่โดดเด่นนัก
นอกจากนี้ ตอนนี้หลินจือไป๋โด่งดังเป็นพลุแตกแล้ว แต่เขาก็ยังไม่ลืมเพื่อนเก่าจากฉินโจวที่มาเริ่มงานในฉีโจวพร้อมกับเขา ถึงกับเตรียมเขียนเพลงภาษาฉีให้จางซีหยางและโจวหานจิ้นคนละหนึ่งเพลง!
เพียงแค่การกระทำเหล่านี้ ก็ไม่มีใครหาข้อตำหนิในตัวหลินจือไป๋ได้เลย ทั้งหมดนี้คือหลักฐานที่หนักแน่นของคำว่า ‘นิสัยดี’
และในขณะเดียวกัน อีกด้านหนึ่ง
ข่าวเรื่องที่หลินจือไป๋ก้าวขึ้นสู่ระดับแถวหน้าของฉีโจว ก็ถูกส่งกลับไปถึงฉินโจวแล้ว!
======================