ผมนี่แหละศิลปินพาร์ตไทม์ - ตอนที่ 434-2 ห้า! บุตร! ติด! ขุนนาง! (2)
เวลานี้ไลฟ์สดมีผู้คนเข้าๆ ออกๆ
‘ตามความดังมา คนนี้คือหลินจือไป๋ในตำนานที่ทำ ‘ห้าบุตรติดขุนนาง’ บนตารางเพลงใหม่สินะ?’
‘พูดตามตรงหล่อจริงไรจริง!’
‘ได้ยินว่าคุณคือราชาแห่งกลอนคู่ในวงการฉินโจว ผมมีประโยคหน้าอยู่หนึ่งบทคุณต่อได้ไหม? ควันหมอกคลอรัดกิ่งหลิวเหนือสระ!’
‘กลอนคู่ไม่เห็นน่าสนใจเลย ได้ยินว่าลูกพี่เป็นมือกวีอันดับหนึ่งแห่งฉินโจวเหรอ? บรรยากาศแบบนี้แต่งบทกวีสักบทเป็นไง?’
‘พวกนายกำลังทดสอบท่านมหาเศรษฐีของเราอยู่เหรอ?’
‘ฉันอยากเห็นท่านมหาเศรษฐีโชว์อักษรพู่กันจีนมากกว่า’
‘เหมือนท่านมหาเศรษฐีจะวาดรูปเป็นด้วยนะ เห็นในรายการช่วงก่อนเขาไปสเก็ตช์ภาพบนภูเขา!’
‘โม้เปล่า? มีคนเก่งขนาดนั้นจริงๆ เหรอ?’
‘หลินจือไป๋ฉันรักคุณ!’
เมื่อคนในห้องไลฟ์มีมากขึ้น ประเภทของผู้ชมก็เริ่มหลากหลายและซับซ้อนขึ้น
หลินจือไป๋ก็ไม่อาจเมินเฉยทั้งหมดได้
หลังจากจัดการงานในออฟฟิศเสร็จ ก็เลือกคอมเมนต์บางส่วนมาตอบโต้
“กลอนคู่เหรอครับ?”
หลินจือไป๋ยิ้มพลางเอ่ยว่า
“ประโยคหน้า ‘ควันหมอกคลอรัดกิ่งหลิวเหนือสระ’ นั้นผมเป็นคนแต่งเองครับ ไม่นึกเลยว่าจะแพร่มาถึงฉีโจวแล้ว”
‘บ้าเอ๊ย…ยอมเลย!’
‘ที่แท้กลอนคู่ในตำนานบทนี้ท่านมหาเศรษฐีก็เป็นคนแต่งเอง!’
‘เกือบเชื่อแล้วเชียว’
‘ไม่ต้องมาเกือบหรอก ไปลองเช็กในเซียนตู้ดูเลย’
‘เชี่ย! เรื่องจริงวะ!’
ตอนนี้หลินจือไป๋เห็นประโยคหน้าอีกสิบกว่าบทที่ผู้ชมพิมพ์ทิ้งไว้ในคอมเมนต์
จึงต่อกลอนคู่เหล่านั้นออกมาทีละบทโดยแทบไม่ต้องเสียเวลาคิด
ต่อเสร็จ
หลินจือไป๋ยิ้มแล้วเอ่ยว่า
“ความจริงตอนนี้ที่ฉินโจวไม่มีใครกล้าเล่นกลอนคู่กับผมแล้วละครับ”
จะพูดยังไงดี ถ้าหลินจือไป๋ไม่ได้ต่อกลอนคู่สิบกว่าบทในคอมเมนต์ได้อย่างง่ายดาย
และถ้าเขาไม่ได้บอกว่าเขาคือผู้แต่งบทกลอนในตำนานอย่าง ‘ควันหมอกคลอรัดกิ่งหลิวเหนือสระ’ ที่แพร่หลายมาถึงฉีโจว
ประโยคที่ว่า ‘ที่ฉินโจวไม่มีใครกล้าเล่นกลอนคู่กับผมแล้ว’ ในตอนนี้จะถูกถล่มด่าอย่างแน่นอน!
ขี้เก๊กเกินไปแล้ว!
นายคิดว่าวิชากลอนคู่ของนายไร้เทียมทานในใต้หล้าหรือไง?
แต่เพราะหลินจือไป๋โชว์ความสามารถด้านกลอนคู่ที่น่ากลัวออกมาให้เห็นก่อนแล้วค่อยพูดประโยคนี้
ทั้งไลฟ์สดถึงไม่มีใครกล้าสงสัยในคำพูดของเขาเลยสักคน!
‘ดูออกเลยว่าท่านมหาเศรษฐีไร้เทียมทานเรื่องกลอนคู่’
‘กดติดตามแล้ว จะเป็นแฟนคลับคุณตลอดชีวิตเลย!’
‘รู้สึกว่าระดับความรู้ของอาจารย์หลินบดขยี้ทั้งวงการบันเทิงฉีโจวได้เลย!’
‘วันนี้เพิ่งได้รู้ว่าโต้ตอบลื่นไหลดั่งสายน้ำเป็นยังไง!’
‘เทียบกับอาจารย์หลินแล้ว จู่ๆ ก็รู้สึกว่าดาราคนอื่นๆ ในฉีโจวเราหลายคนดูไม่รู้หนังสือไปเลย’
เห็นได้ชัดว่าผู้ชมหน้าใหม่บางส่วนเริ่มยอมรับในตัวหลินจือไป๋แล้ว
แต่ก็ยังมีบางส่วนที่ยังเย้าแหย่ไม่เลิก
‘ขอกวีหน่อย!’
‘กลอนคู่ไม่เห็นสนุกเลย’
‘ไม่ใช่ว่าคุณคือปรมาจารย์ด้านกวีหรอกเหรอ?’
‘นักกวีอันดับหนึ่งแห่งฉินโจว ชื่อเสียงช่างยิ่งใหญ่นัก!’
หลินจือไป๋เอ่ยว่า
“ปกติการแต่งกวีมักจะเกิดจากอารมณ์ที่พลุ่งพล่านกลายเป็นแรงบันดาลใจ
ตอนนี้ผมนั่งอยู่ในออฟฟิศ ถ้าพวกคุณจะบีบให้ผมแต่งกวีให้ได้
ต่อให้ตัวอักษรที่กลั่นออกมาจะหรูหราแค่ไหน ก็ว่างเปล่าและไร้วิญญาณครับ”
แน่นอนว่านี่คือเรื่องไร้สาระ หลินจือไป๋มีบทกวีอยู่ในหัวเป็นกระบุง ใช้ยังไงก็ไม่หมด ไม่มีวันหมดได้เลย
เพียงแต่ในไลฟ์สดต้องดึงเชิงกันบ้าง จะมัวโชว์เทพสร้างความตะลึงให้ผู้ชม
รักษาฐานแฟนคลับจนไม่คำนึงถึงตรรกะพื้นฐานของการสร้างสรรค์งานศิลปะไม่ได้หรอก
ไม่ใช่มีคำกล่าวว่าแบบนี้หรือ ก้าวล้ำหน้ามนุษย์ครึ่งก้าวคือมหาบุรุษ ก้าวล้ำหน้ามนุษย์หนึ่งก้าวคือคนบ้า
ตอนนี้หลินจือไป๋ต้องควบคุมตัวเองไม่ให้ใช้โปรจนเกินงาม อาจจะโดนแบนเข้าสักวันได้
จนกระทั่งมีคนพูดขึ้นในไลฟ์ว่า
‘ข้ออ้างชัดๆ สภาพแวดล้อมจำกัดพรสวรรค์ไม่ได้หรอก’
‘อีกอย่างบทกวีไม่จำเป็นต้องบรรยายสภาพแวดล้อมเสมอไปนี่ คุณจะบรรยายความเศร้าสร้อยอะไรแบบนั้นก็น่าจะได้เหมือนกันใช่ไหมล่ะ’
‘อย่างเช่นคุณเป็นคนฉินโจวที่มาอยู่ฉีโจว ไม่มีความรู้สึกคิดถึงบ้านบ้างเหรอ? ทุกคนต่างก็มีความทุกข์กันทั้งนั้น’
‘เรื่องพวกนี้เขียนได้หมดนั่นแหละ?’
‘แถมเวลาก็น้อย ไม่มีใครขอให้คุณแต่งให้เจ๋งสุดยอดขนาดนั้นสักหน่อย’
‘ขอแค่พอมีระดับหน่อยก็โอเคแล้ว’
เมื่อเห็นเสียงเหล่านี้ปรากฏขึ้น หลินจือไป๋ก็รู้ทันทีว่าการปูเรื่องของตนมาได้ที่แล้ว
ถ้าไม่มีการปูทางก่อนเลยคงไม่ได้ จะให้เหมือนตอนอยู่ที่เขาหลีซานที่เที่ยวไล่ถามทุกคนว่า
“คุณรู้ได้ยังไงว่าผมตกปลาได้ตั้งห้าสิบจิน” แบบนั้นก็ไม่ไหว
ตอนนี้ถือว่าดีมาก
มีคนยื่นหน้ามาให้ตบ แถมไม่ได้มีแค่คนเดียว แต่ดาหน้ามากันเพียบ
ในสถานการณ์แบบนี้หลินจือไป๋จึงลงมือได้อย่างสง่าผ่าเผย
ดังนั้นเมื่อเผชิญหน้ากับพวกก่อกวนและชอบหาเรื่องในไลฟ์ หลินจือไป๋จึงเอ่ยออกมานิ่งๆ ว่า
“หากกวีไม่ได้กลั่นจากแรงบันดาลใจ ย่อมไร้ความสุนทรีย์ โดยเนื้อแท้แล้วเป็นเพียงแค่…
ยามเยาว์มิซึ้งถึงรสเศร้า หลงรักหอสูง หลงรักหอสูงแสร้งโศก สร้างสรรค์กวีใหม่”
หยุดไปครู่หนึ่ง
หลินจือไป๋เอ่ยต่อว่า
“ทว่าความระทมของผู้ใหญ่ ไหนเลยเอ่ยพรรณนาง่ายดายเพียงนั้น…
แต่ครั้นยามนี้ประจักษ์ซึ้งถึงรสเศร้า ใครเอ่ยจำต้องยั้ง ใครเอ่ยจำต้องยั้ง กลับเอ่ยเพียง ช่างเป็นสารทฤดูเย็นสบาย”
‘เหอะๆ แต่งไม่ออกก็อย่าทำเก๊กเลย’
‘พวกงี่เง่าเพิ่งเคยดูไลฟ์ของท่านมหาเศรษฐีครั้งแรกหรือไง?’
‘ท่านมหาเศรษฐีร่ายมาแล้วนั่น น่าขำที่พวกแอนตี้บางคนยังไม่รู้ตัวเลยสักนิด’
‘ร่ายอะไร?’
‘เดี๋ยวพี่ชายคนนี้จะสรุปให้ฟังเองนะ ดูให้ดีล่ะ :
ยามเยาว์มิซึ้งถึงรสเศร้า หลงรักหอสูง หลงรักหอสูงแสร้งโศก สร้างสรรค์กวีใหม่
ครั้นยามนี้ประจักษ์ซึ้งถึงรสเศร้า ใครเอ่ยจำต้องยั้ง ใครเอ่ยจำต้องยั้ง กลับเอ่ยเพียง ช่างเป็นสารทฤดูเย็นสบาย’
‘นี่…แบบนี้เองเหรอ?’
‘กลางผิงกลางเจ๋อ ผิงผิงเจ๋อกลางเจ๋อ ผิงผิงกลางเจ๋อ ผิงผิงกลางเจ๋อ ผิงผิงกลางเจ๋อ สัมผัสคล้องจองแบบนี้พวกนายดูออกกันไหมล่ะ?’
‘เชี่ยยย โคตรเจ๋ง!’
‘ในห้องไลฟ์มีคนเก่งแฝงตัวอยู่ด้วย!’
หลินจือไป๋นึกว่าตนต้องอธิบายเองเสียแล้วว่าเมื่อกี้เขาได้สอดแทรกบทกวีเอาไว้ในคำพูด
คิดไม่ถึงว่าในห้องไลฟ์จะมีผู้เชี่ยวชาญออกมาอธิบายอย่างละเอียด แถมยังวิเคราะห์ผิงเจ๋อออกมาให้เสร็จสรรพ
คนที่ไม่ได้ศึกษาเรื่องกวีนิพนธ์มาอย่างดี ไม่มีทางมีสัญชาตญาณที่เฉียบคมขนาดนี้แน่นอน!
“ยอดเยี่ยมครับ”
หลินจือไป๋อดไม่ได้ที่จะเอ่ยชมว่า
“เมื่อกี้คงมีคนไม่มากนักที่สังเกตเห็นว่านั่นคือบทกวีประเภทฉือ
แต่คุณชาวเน็ตที่ชื่อ ‘เพื่อนร่วมรส’ กลับตอบสนองได้ในทันที ดูแล้วน่าจะเป็นปรมาจารย์ด้านกวีท่านหนึ่งเลยนะครับ”
‘มิกล้าครับ อาจารย์หลินต่างหากที่มีพรสวรรค์สะเทือนโลก’
เพื่อนร่วมรสคนนั้นส่งคอมเมนต์กลับมาอย่างสุภาพ
ส่วนผู้ชมคนอื่นๆ ที่มัวแต่ดูเหตุการณ์กลับไม่ค่อยได้สังเกตคอมเมนต์
จนกระทั่งมีคนมากขึ้นก๊อปปี้สรุปของเพื่อนร่วมรสมาวางซ้ำๆ ทุกคนถึงเข้าใจ
วินาทีนั้น ดวงตานับหมื่นคู่หน้าจอก็พลันเบิกกว้างด้วยความตกตะลึง!
บทกวีบทนี้ไม่ได้เข้าใจยากเลย
คนที่เคยอ่านหนังสือมาบ้างย่อมเข้าใจความหมายที่กวีต้องการสื่อสารผ่านตัวอักษรได้โดยตรง
ยิ่งไปกว่านั้นยังสามารถสัมผัสได้ถึงความรู้สึกร่วมที่รุนแรง!
ช่างเป็นประโยคที่ยอดเยี่ยม ยามเยาว์มิซึ้งถึงรสเศร้า!
ช่างเป็นประโยคที่ลุ่มลึก แสร้งโศกสร้างสรรค์กวีใหม่!
ประโยคนี้ใช้ได้แทบกับทุกคน มนุษย์เรามักเจ้าอารมณ์ในช่วงวัยเยาว์
พอต้องเผชิญกับความน้อยเนื้อต่ำใจเล็กน้อยก็ฟูมฟายคร่ำครวญ
หรือต่อให้ไม่ได้เผชิญความลำบากอะไรเลย ก็ยังชอบคร่ำครวญไปเรื่อยเปื่อยไร้สาเหตุ
บทกวีครึ่งแรกนี้ได้ถ่ายทอดสภาพจิตใจของวัยรุ่นส่วนใหญ่ออกมาได้อย่างหมดเปลือก!
แต่ที่เด็ดขาดกว่านั้นคือครึ่งหลัง!
ครั้นยามนี้ประจักษ์ซึ้งถึงรสเศร้า ใครเอ่ยจำต้องยั้ง ใครเอ่ยจำต้องยั้ง กลับเอ่ยเพียงช่างเป็นสารทฤดูเย็นสบาย!
เมื่อคนเราเติบโตขึ้น เริ่มต้องต่อสู้กับชีวิตแบกรับภาระครอบครัวไว้บนบ่า
ต่อให้ต้องหลั่งเลือดหรือน้ำตาก็จะไม่เอ่ยปากว่าเหนื่อยออกมาง่ายๆ!
เพราะอะไรน่ะหรือ?
เพราะผู้ใหญ่ไม่ใช่เด็กอีกต่อไป เขารู้ดีว่าความทุกข์ของตัวเองต้องกลืนลงคอไปเอง
เขารู้ว่าเรื่องบางเรื่องพูดไปก็ไม่มีความหมาย และยิ่งรู้ว่าการแสดงด้านที่อ่อนแอออกมากลับกลายเป็นทำให้คนใกล้ชิดและเพื่อนฝูงเป็นกังวล
ดังนั้นเมื่อมีคนถามว่า
“ช่วงนี้ชีวิตเป็นยังไงบ้าง? สบายดีไหม?”
ผู้ใหญ่มักจะตอบไม่ตรงกับใจ เบี่ยงประเด็นไปเรื่องอื่น
ดังนั้นความทุกข์โศกเหล่านั้นเมื่อมาถึงริมฝีปาก
จึงเหลือเพียงประโยคที่พูดออกมาอย่างเรียบเฉยว่า “ช่างเป็นฤดูใบไม้ร่วงที่เย็นสบายซะจริง”
‘อาจารย์หลินผมยอมแพ้แล้ว!’
‘บทกวีนี้ฟังแล้วอยากร้องไห้เลย’
‘มาอีกแล้วพวกขี้แย ฟังเพลงก็ร้อง ดูหนังก็ร้อง นี่แค่ได้ยินบทกวีก็ยังจะร้องอีกเหรอ?’
‘ตอนเด็กๆ เวลาเสียใจจะไปให้พ่อแม่ช่วยปลอบ แต่โตมาต่อให้ต้องเจอความลำบากแสนสาหัสแค่ไหนก็ไม่อยากบอกพ่อแม่ เพราะกลัวพวกท่านจะเป็นห่วง ฉันอ่านเจอความรู้สึกแบบนี้ในบทกวีเลยเข้าใจดีว่าทำไมบางคนถึงอยากร้องไห้’
‘เพราะความเศร้าตอนเป็นวัยรุ่น พอมานึกดูตอนนี้ก็งั้นๆ แต่จนโตมานี่แหละถึงได้รู้ว่าความทุกข์ที่แท้จริงในชีวิตคืออะไร’
‘บทกวีนี้ไม่ได้บรรยายทิวทัศน์ แต่เขียนถึงมนุษย์ ตีแผ่ความลำบากของผู้ใหญ่ออกมาได้อย่างยอดเยี่ยมจริงๆ’
‘ฉันโพสต์ลงเน็ตแล้วนะ พวกเรารีบช่วยกันแชร์ด่วน!’
‘ฉันก็แชร์ลงหน้าไทม์ไลน์แล้ว ผลงานดีๆ แบบนี้ต้องให้ทุกคนได้เห็น!’
ในคอมเมนต์สดมียอดนักสรุปปรากฏตัวเพียบ
หลินจือไป๋เอ่ยว่า
“ชื่อทำนองของกวีนิพนธ์บทนี้คือ ‘โฉวหนูเอ้อร์’ (ลูกทาสขี้เหร่)
ส่วนเรื่องความหมายของเนื้อหาผมคงไม่ขออธิบายเพิ่มนะครับ
เพราะผลงานทุกชิ้นเมื่อถูกสร้างออกมาแล้วก็ไม่ได้เป็นของผู้สร้างเพียงผู้เดียวอีกต่อไป
ผู้อ่านทุกคนย่อมมีสิทธิจะตีความได้อย่างอิสระครับ”
ส่วนที่เหลือหลินจือไป๋ไม่ได้พูดอะไรมากนัก
บทกวี ‘โฉวหนูเอ้อร์ จารึกบนผนังระหว่างทางไปปั๋วซาน’ ของซินชีจี้บทนี้ ความจริงแล้วลึกซึ้งกว่าที่เห็นจากตัวอักษรมาก
แต่ในเมื่อเขาเป็นคนยุคปัจจุบัน คงไม่สามารถไปบอกทุกคนได้ว่า จริงๆ แล้วบทกวีนี้ยังสะท้อนถึงความอัดอั้นที่กวีถูกกดขี่ ถูกกีดกันจนไม่มีหนทางกอบกู้บ้านเมือง
และยังเป็นการเสียดสีแสดงความไม่พอใจต่อราชสำนักซ่งใต้อีกด้วย
น่าเสียดายจริงๆ
กวีนิพนธ์หลายบทเมื่อขาดบริบททางประวัติศาสตร์ไป
แม้จะยังสร้างความตื่นตาตื่นใจให้ผู้คนได้นับไม่ถ้วน แต่ก็ยังขาดอรรถรสสำคัญไปอยู่ดี
แต่ถ้าตนไม่ร่ายออกมา โลกใบนี้ก็จะขาดผลงานกวีระดับตำนานไปอย่างหนึ่ง
ดังนั้นสู้ทิ้งความเสียดายเหล่านั้นไปก่อนดีกว่า
อีกอย่างวันนี้คือวันสำคัญ
เพราะห้าบุตรติดขุนนาง ทำให้มีผู้ชมหน้าใหม่เข้ามาในห้องไลฟ์สดมหาศาล
ถ้าหลินจือไป๋ไม่ยอมงัด (โชว์) ของ (ความเทพ) ออกมา จะคว้าโอกาสจากกระแสผู้ชมที่พุ่งสูงขึ้นคราวนี้ไว้ได้ยังไง?
พระเจ้าเท่านั้นที่รู้ว่าการเหมาห้าอันดับบนชาร์ตดึงดูดผู้ชมหน้าใหม่มาได้มหาศาลแค่ไหน
เป้าหมายของหลินจือไป๋คือเปลี่ยนผู้ชมหน้าใหม่เหล่านี้มากกว่าร้อยละแปดสิบให้กลายเป็นแฟนคลับที่แท้จริงของเขาให้ได้
ด้วยเหตุนี้
วันนี้หลินจือไป๋ถึงได้กระตือรือร้นเป็นพิเศษ
ทั้งโชว์ทักษะกลอนคู่เหนือชั้น และยังงัดบทกวีคลาสสิกของซินชีจี้ออกมาอีกด้วย
และตอนนี้ผลลัพธ์ก็เริ่มปรากฏให้เห็นแล้ว ผู้ชมหน้าใหม่จำนวนมหาศาลในไลฟ์ต่างพากันสยบต่อพรสวรรค์ของเขา!
กระทั่งหลายคนเริ่มเอาบทกวีบทนี้ของหลินจือไป๋ไปเผยแพร่ตามเว็บบอร์ดชื่อดังต่างๆ ของฉีโจวและแพลตฟอร์มเวยปั๋วแล้ว!
การไลฟ์สดของหลินจือไป๋ยังไม่ทันจบลง บทกวีบทนี้ก็ได้แพร่กระจายไปทั่วทั้งอินเทอร์เน็ตภายในระยะเวลาอันสั้นแล้ว!
=================