จากขยะตระกูลสู่มหาเทพด้วยระบบอัปเกรด - บทที่ 30 การแบ่งระดับขั้นเบิกภพ
บทที่ 30 การแบ่งระดับขั้นเบิกภพ
“อย่าดิ้นรนเลย! พลังปราณของเจ้าสู้ข้าไม่ได้หรอก!”
เยี่ยนเหลิงมองเล่ยถิงที่ยังคงโจมตีอยู่ซึ่งเขายังคงรับมือได้อย่างสบาย แต่แล้วสีหน้าของเขาก็เปลี่ยนไปทันใด เพราะเขาเห็นกำแพง ‘พันธะลมปราณ’ ของตัวเองเริ่มแตกร้าว
ตูม!
ก่อนที่เยี่ยนเหลิงจะตอบสนอง กำปั้นที่มีเปลวไฟของเล่ยถิง ต่อยทำลายกำแพงพันธะลมปราณและกระแทกเข้าที่หน้าอกของเยี่ยนเหลิง อย่างรุนแรง
“กล้าดียังไงนักนะ! เจ้า…”
เยี่ยนเหลิงโกรธจัดจนใบหน้าบิดเบี้ยว เขาปล่อย ‘ระเบิดทมิฬ’ ออกมาอีกครั้ง แต่ในช่วงอึดใจเขาก็ร้องไม่ออก เพราะมีฝ่ามือเมฆาอัคคีนับไม่ถ้วนปรากฏขึ้นตรงหน้าเขาบดบังทัศนวิสัยของเขาทั้งหมด
นี่ไม่ใช่การโจมตีทีละฝ่ามือ แต่เป็นการโจมตีแบบวงกว้างตรงหน้าเต็มไปด้วยฝ่ามือที่ลุกเป็นไฟอย่างหนาแน่น ‘ระเบิดทมิฬ’ ช่างอ่อนแอและไร้พลังเมื่อเทียบกับ ‘พันฝ่ามือเมฆา’
ในชั่วพริบตานี้เยี่ยนเหลิงถูกกลืนหายไปในม่ายเพลิงของฝ่ามือเมฆาอัคคี
เยี่ยนเหลิงรู้สึกเจ็บปวดร้อนระอุ ตรงหน้ามีแต่ไฟจนมองไม่เห็นสิ่งอื่นใด และจิตสำนึกของเขาก็ค่อย ๆ จางหายไป จนกระทั่งหลับใหลตลอดกาล
ตูม!
เยี่ยนเหลิงตกลงมาบนเวที สั่นสะเทือนสามครั้งก่อนจะหยุดนิ่ง
แต่ตอนนี้ใบหน้าของเขาแทบจำไม่ได้ ไม่ว่าใครก็ไม่สามารถบอกได้ว่าเขาเป็นใครมาก่อน สิ่งที่น่าขยะแขยงที่สุดคือกลิ่นเนื้อไหม้ที่ลอยออกมาจากร่างของเขา ทำให้คนอยากอาเจียนไม่หยุด
“ผู้ฝึกยุทธ์ขั้นเบิกภพระดับเจ็ด ก็แค่นี้เอง”
เล่ยถิงมองเยี่ยนเหลิงอย่างดูถูก หัวเราะเย็นชาแล้วเดินจากไป
“เป็นไปไม่ได้นะ? ผู้ฝึกยุทธ์ระดับสี่สังหารระดับเจ็ด เรื่องแบบนี้ถ้าพูดออกไปคงจะโดนตบหน้าแน่ ๆ”
“เล่ยถิงไม่ได้พูดเหลวไหล เยี่ยนเหลิงเป็นผู้ฝึกยุทธ์ระดับเจ็ดจริง ๆ เมื่อครู่กล้ามเนื้อของเขาพองตัวขึ้นทันที พลังลมปราณแข็งแกร่งขึ้นในพริบตา นี่คือลักษณะเด่นชัดของผู้ฝึกยุทธ์ระดับเจ็ด”
“ใช่แล้ว งั้นเล่ยถิงไม่ใช่อัจฉริยะหรอกเหรอ? มองไปทั่วทั้งตระกูลเล่ย ไม่สิ ทั่วทั้งมณฑลหนานซาน ไม่เคยมีใครท้าทายเกินสามขั้นแล้วยังสังหารอีกฝ่ายได้ นี่ไม่ใช่อัจฉริยะแล้วเป็นปาฏิหาริย์ชัด ๆ!”
“เจ้าช่างไร้เดียงสาจริง ๆ เจ้าคิดว่าเล่ยถิงนั้นอยู่ขั้นเบิกภพระดับสี่จริง ๆ เหรอ? เมื่อครู่พลังลมปราณทั้งหมดโดยเฉพาะวิชายุทธ์สุดท้ายนั่น ไม่มีทางเป็นระดับสี่ธรรมดาอย่าแน่นอน! ข้ากล้าเอาหัวเป็นประกันเลยว่า พลังของเล่ยถิงอย่างน้อยต้องเป็นระดับห้า หรือบางทีอาจจะระดับเจ็ดด้วยซ้ำ!”
บรรยากาศทั้งงานประลองเต็มไปด้วยเสียงฮือฮากับชัยชนะของเล่ยถิง และไม่นานข่าวการประลองในครั้งนี้แพร่กระจายไปทั่วทั้งตระกูลเล่ยด้วยความเร็วราวกับโรคระบาดจนไปทั่วทั้งมณฑลหนานซาน
ด้วยเหตุนี้เล่ยถิงในฐานะอัจฉริยะคนแรกของตำหนักใต้แห่งตระกูลเล่ย จึงสมควรแก่ชื่อเสียงอย่างแท้จริง
……
จันทร์เสี้ยวอันริบหรี่กับสุราอุ่น ๆ หนึ่งแก้ว
เล่ยถิงนั่งพิงหน้าต่างอยู่คนเดียว หลับตาชื่นชมเสียงพิณของเยี่ยหลาน เสียงพิณดังก้องกังวานทุกครั้งเปี่ยมไปด้วยความเศร้า แต่ไม่สามารถส่งผลต่อเล่ยถิงแม้แต่น้อย
ฝีมือพิณของเยี่ยหลานพัฒนาขึ้นมาก
จบเพลงเล่ยถิงยิ้มเล็กน้อยมองไปที่เยี่ยหมิงไคที่นั่งหลับตาฝึกลมปราณอยู่ข้าง ๆ
เยี่ยหมิงไคเหมือนรู้สึกตัว จึงลืมตาขึ้นมา
เล่ยถิงพยักหน้าแล้วพูดขึ้น “ในที่สุดเจ้าก็ทะลวงสู่ขั้นเบิกภพระดับห้าแล้วไม่เสียเวลาที่ฝึกฝนอย่างหนักมาตลอด น่าเสียดายที่เจ้ายังขาดประสบการณ์ งั้นต่อไปถ้ามีอะไรไม่เข้าใจเจ้าสามารถมาขอคำแนะนำจากข้าได้โดยตรงข้าจะสอนเจ้าผ่านการต่อสู้จริง”
“ขอบคุณมากขอรับ!”
เยี่ยหมิงไคกล่าวตอบด้วยความเคารพ แล้วถามต่อว่า “คุณชาย เยี่ยนเหลิงผู้นั้นเป็นผู้ฝึกยุทธ์ระดับเจ็ดจริงหรือ”
เล่ยถิงพยักหน้าพร้อมกล่าวว่า “ใช่แล้ว เขาบรรลุขั้นตอนชะล้างเลือดและเปลี่ยนไขกระดูกแล้ว เขาจึงเป็นผู้ฝึกยุทธ์ขั้นเบิกภพระดับเจ็ด”
การแบ่งระดับขั้นเบิกภพทั้งสิบนั้นไม่ชัดเจนนัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งการกำหนดขอบเขตของพลังลมปราณยิ่งคลุมเครือ แต่มีสี่ขั้นตอนที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ซึ่งแยกแยะได้ง่าย
ระดับหนึ่งคือการหล่อหลอมพื้นฐานเข้าใจพลังลมปราณจึงจะเป็นผู้ฝึกยุทธ์ที่แท้จริง ระดับสี่คือการฝึกฝนกล้ามเนื้อและกระดูก เมื่อกล้ามเนื้อและกระดูกพัฒนาขึ้น ร่างกายภายในจะแข็งแรงขึ้น สามารถรองรับลมปราณภายในได้มากขึ้น และสามารถใช้วิทยายุทธ์ได้อย่างอิสระ ระดับเจ็ดคือการชะล้างเลือดและเปลี่ยนไขกระดูก เปลี่ยนแปลงศักยภาพของร่างกายจากภายใน ทำให้ผู้ฝึกยุทธ์สามารถปลดปล่อยศักยภาพในช่วงเวลาสำคัญและปลดปล่อยพลังการต่อสู้ที่เหนือขีดจำกัด สุดท้ายคือระดับสิบซึ่งก็คือจุดสูงสุดนี่เป็นการทะลวงจุดลมปราณอันลี้ลับ ซึ่งในตอนนี้ยังไม่ใช่ขอบเขตที่เล่ยถิงสามารถทำได้
“ตำหนักเหนือช่างน่าชัง!”
เยี่ยหลานพูดอย่างโกรธแค้นว่า “เรียกคนเก่งกลับมาแล้วกันยังวางแผนล่อลวงให้ผู้คนจำนวนมากมาตัดกำลังของคุณชายอีก มีแต่พวกเขาเท่านั้นที่คิดแผนการชั่วร้ายเช่นนี้ออก”
เล่ยถิงเตือนว่า “เยี่ยหลาน ในใต้หลานี้ผู้ที่ชนะก็คือฝ่ายถูก หากข้าตายในวันนี้ ตระกูลก็คงไม่ได้สนใจอะไรมากนักอย่างมากก็แค่ตำหนิเล็กน้อย ในทางกลับกันหากเยี่ยนเหลิงถูกข้าสังหารในสภาพเช่นนี้ พวกเขาก็ไม่มีอะไรจะพูดต่อให้อยากจะโกรธก็เป็นไปไม่ได้”
“ก็รู้อยู่แล้วว่าคุณชายเก่งที่สุด”
เยี่ยหลานยิ้มหวานตอบกลับแล้วก็ต้มสุราของนางต่อ
เล่ยถิงถามต่อมาว่า “เยี่ยหมิงไค เจ้ารู้เบื้องหลังของเยี่ยนเหลิงผู้นั้นหรือไม่”
เยี่ยหมิงไคตอบว่า “รู้ขอรับ เยี่ยนเหลิงเดิมทีเป็นลูกของข้ารับใช้แต่เมื่อแสดงพรสวรรค์ในการฝึกฝนอย่างน่าเหลือเชื่อ ก็ถูกผู้อาวุโสระดับแปดของตำหนักเหนือรับเป็นศิษย์ ทำให้ระดับขั้นก็เพิ่มขึ้นทุกวันหากไม่ใช่เพราะมีเล่ยกวงที่แข็งแกร็งยิ่งกว่า ไม่เช่นนั้นแล้วตำหนักเหนือต้องยกย่องเขาเป็นใหญ่แน่นอน”
เล่ยถิงพยักหน้าเล็กน้อย
บางทีอาจเพราะรู้สึกว่าการพูดถึงคนตายไม่มีประโยชน์อะไร เล่ยถิงจึงเปลี่ยนเรื่องและเอ่ยถามว่า “แล้วเล่ยจวินล่ะทำไมวันนี้เขาถึงไม่ปรากฏตัว”
ไม่ต้องพูดก็รู้เล่ยถิงกำลังสงสัยการผิดสัญญาของเล่ยจวิน
เยี่ยหมิงไคไม่อยากให้พวกเขาทะเลาะกัน จึงรีบอธิบายว่า “ข้าเคยไปถามมาแล้ว คุณชายเล่ยจวินเกิดมีความคิดที่จะพัฒนาฝีมือ จึงเริ่มปิดประตูฝึกฝนเพื่อทะลวงสู่ระดับเจ็ดแล้ว”
“งั้นหรือ!”
เล่ยถิงไม่คิดว่าเล่ยจวินที่ถูกเขาสั่งสอนจะเริ่มมีความเข้าใจ และเริ่มพุ่งชนไปสู่ขอบเขตที่สูงขึ้น
เล่ยถิงไม่รู้ว่าจะพูดอย่างไรดี เยี่ยหลานจึงถามขึ้นทันใด “คุณชาย พรุ่งนี้ไม่ต้องไปประลองบนเวทีแล้วใช่หรือไม่เจ้าค่ะ”
“อืม”
อีกเรื่องที่เป็นปัญหาก็มาถึงแล้ว
เล่ยถิงสังหารเยี่ยนปิงผู้ฝึกยุทธ์ขั้นเบิกภพระดับเจ็ดได้ในวันมะรืนนี้ ยังจะมีใครกล้ามาประลองกับข้าอีกเล่า หากเล่ยถิงยังคงตะโกนท้าทายต่อไป เกรงว่าเล่ยกวงจะลงมือจัดการเล่ยถิงก่อนกำหนด
สามปีก่อนเยี่ยนปิงก็ไม่ใช่คู่มือของเล่ยกวง สามปีให้หลังยิ่งไม่ต้องพูดถึง การต่อสู้กับเยียนปิงครั้งนั้นเต็มไปด้วยความดุเดือด เล่ยถิงต้องงัดเอาไพ่ตายทุกอย่างออกมาใช้ถึงจะเอาชนะมาได้อย่างหวุดหวิด หากต้องเผชิญหน้ากับเล่นกวงแล้วย่อมไม่มีโอกาสชนะอย่างแน่นอน เล่ยถิงไม่ใช่คนโง่เขลา เขาจะไม่เข้าประลองโดยรู้ดีว่าตัวเองยังสู้ไม่ได้
ด้วยเหตุนี้จึงไม่สามารถต่อสู้บนเวทีได้อีกแล้ว
แต่ถ้าไม่มีการต่อสู้เพื่อแต้มโชคชะตาแล้ว เล่ยถิงจะไปหาวิธีเก็บแต้มที่ไหนได้
หลังจากคิดอยู่ครู่หนึ่งเล่ยถิงก็ตัดสินใจอย่างแน่วแน่ พูดกับเยี่ยหมิงไคว่า “เยี่ยหมิงไค ข้าอยากให้เจ้าช่วยข้าเรื่องหนึ่ง”
เยี่ยหมิงไคฟังคำสั่งอย่างนอบน้อม
เล่ยถิงหยิบคัมภีร์วิชายุทธ์ ‘ฝ่ามือเมฆาอัคคี’ และ ‘หมัดทลายภูผา’ ที่เขียนไว้ก่อนหน้านี้ ส่งมอบให้เยี่ยหมิงไคและพูดว่า “เจ้าเอาคัมภีร์สองเล่มนี้ไปหาผู้ที่เรียกตัวเองว่าพ่อของข้า ข้าอยากทำการค้ากับเขาสักหน่อย”
เยี่ยหมิงไคเงยหน้าขึ้นทันใดมองเล่ยถิงด้วยความตกตะลึง
แต่ดวงตาของเล่ยถิงกลับเต็มไปด้วยความมุ่งมั่น
ตอนก่อนหน้า
บทที่ 29 อัจฉริยะคนแรกของตำหนักเหนือ
ตอนต่อไป
บทที่ 31 ยูชิวกลับมาแล้ว
แสดงความคิดเห็น
ปิดโหมดสปอย
ส่งความคิดเห็น
ยังไม่มีความคิดเห็น
ที่อยู่: 9/70 หมู่ 2 ตำบลคูคต อำเภอลำลูกกา ปทุมธานี 12130
เวลาทำการ: 09:00 – 18:00 จันทร์-ศุกร์
โทร: 0654214015 e-mail : support@bookfet.com
เมนูหลัก
ช่วยเหลือ
ดาวโหลดแอพพลิเคชั่นได้ที่